multiverse : เครือข่าย (หลาย) จักรวาล

 

ความคิดเรื่องจักรวาลอื่นนอกเหนือจักรวาลของเรา ถูกอ้างอิงในแบบต่างๆอย่างไม่เป็นทางการมานับร้อยปี ยุคแห่งการสำรวจจักรวาลปัจจุบันเริ่มถึงแนวคิดที่มี แบบแผนมากขึ้น เชื่อว่าวันข้างหน้ามนุษย์อาจมีเพื่อนบ้านทั้งในจักรวาลนี้และในจักรวาลอื่นก็เป็นได้

Multiverse คำอธิบายพิ้นฐาน
ความสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ.1895 William James (ชาวอเมริกัน) นักปรัชญา-นักจิตศาสตร์ ได้ประดิษฐ์ คำว่า Multiverse หรือ Meta-universe และอธิบายว่า เป็น สมมุติฐานความเป็นไปได้ในจำนวนมากของจักรวาล (รวมทั้งจักรวาลของเรา) ประกอบด้วยทุกสิ่งที่ปรากฎขึ้นด้วยกัน ในทางกายภาพตั้งแต่เรื่องกาลอวกาศ (Space-time) สันฐานของสสาร (Forms of matter)พลังงาน และพลังความเคลื่อนไหวของวัตถุ (Energy and momentum) กฎเกณฑ์และค่าคงที่ด้านฟิสิกส์ โดยโครงสร้างของ Multiverse มีความเป็นธรรมชาติอยู่ภายใต้ความสัมพันธ์ระหว่าง ส่วนประกอบที่แตกต่างกันของแต่ละจักรวาล และขึ้นอยู่กับสมมุติฐานที่เป็นเงื่อนไขในลักษณะเฉพาะ

Multiverses มีสมมุติฐานมาจาก ด้านจักรวาลวิทยา ด้านฟิสิกส์ ร่วมทั้งด้านดาราศาสตร์ ด้านปรัชญาหรือจากความคิด แม้กระทั่งนวนิยายทางวิทยาศาสตร์ที่เพ้อฝัน เพื่ออธิบายถึงจักรวาลคู่ขนาน (Parallel universes) จักรวาลควอมตัม (Quantum universes) หรือทะลุมิติ (Interpenetrating dimensions) เป็นต้น ความหลากหลาย นานาประการของแนวคิดรวมขอบเขตจักรวาล (Universe) ซึ่งอาจสามารถสำรวจ (สังเกตการณ์) โดยมนุษย์ในปัจจุบันและอนาคต ไม่ใช่ขอบเขตเพียงจักรวาลเดียว แต่รวมไปถึงจักรวาลอื่นๆ ด้วยจากเหตุผลเพื่อแก้ไขข้อขัดแย้ง และสนับสนุนต่อการอธิบาย ในหัวข้อต่างๆดังนี้

1.Bubble (ฟองลูกโป่ง)
จักรวาลเรามีขนาดใหญ่มาก จากการสำรวจที่ผ่านมา ถ้าจักรวาลมีขนาดไม่สิ้นสุด (Infinite) ความไม่สิ้นสุดเหล่านั้นอาจมีความห่างมากโดยจักรวาล สามารถเกิดขึ้นได้ พร้อมๆกันไปหรือเกิดไปเรื่อยๆคล้ายการเกิดฟอง ของน้ำต้มเดือดขึ้นอย่างมากมายแลขยายตัวเป็นฟองใหญ่ขึ้น ในท้ายที่สุดแล้วเมื่อหมดพลังงานจึงสลายตัวไป แต่ด้วยความใหญ่โตของฟองลูกโป่ง (จักรวาล) คงจะไม่สามารถเมองเห็นพฤติกรรมในเวลาสั้นๆได้ ดังเช่นจักรวาลเราปรากฎตัวขึ้นจากการระเบิดครั้งใหญ่ (Big Bang) ซึ่งมีหลักฐานเป็นที่ยอมรับจากการพบ Cosmic microwave background radiation (การสะท้อนคลื่นไมโครเวฟพื้นหลัง) หลงเหลืออยู่จากการระเบิดดังกล่าวว่า มีพลังงานเกิดขึ้นในห้วงเวลานั้นจริง ขณะที่จักรวาลปรากฎขึ้นเหมือนฟองเล็กๆฟองหนึ่ง แล้วเกิดการผันผวนในกาลอวกาศ (Space-time) อย่างสุดขั้ว เกิดสภาวะ เปลี่ยนแปลงมีพลังงานเพียงพอจากความผันผวน เริ่มพัฒนาการขยายตัวขึ้น ตั้งแต่การปรากฎขึ้นของจักรวาลและวิวัฒน์อย่างสืบเนื่องมา (A Process of cosmic evolution)

ในทำนองเดียวกัน จักรวาลอื่นก็สามารถเกิดขึ้นได้ ด้วยลักษณะเช่นเดียวกันหรืออาจเกิดขึ้นแล้วก่อนหน้านี้เป็นจำนวนมาก และหลังจากที่จักรวาลเราปรากฎขึ้น อาจมี จักรวาลอื่นเป็นลักษณะจักรวาลคู่ขนาน (Parallel universes) ปรากฎตามมาอีกนับไม่ถ้วน ด้วยขอบเขตของแต่ละจักรวาล ถูกแบ่งด้วยแต่ละฟองลูกโป่ง (Bubble) จึงไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้

แต่ก็ในบางแนวคิดมี ข้อสันนิษฐานเรื่องจักรวาลอื่น (Another universe) ว่าจักรวาลในฟองลูกโป่งเหล่านั้น ล่องลอยไปทั่ว อาจอยู่ใกล้กัน หรือมีอันตรายชนเช็ดถูต่อกัน ได้ หากเป็นไปอย่างที่คิดก็จะเกิดความยุ่งเหยิง โดยเฉพาะพลังงานที่หลงเหลือจากการชนเช็ดถูกัน โดยตรงของระหว่างผนังของฟองลูกโป่ง (Bubble wall) ในที่ว่างของ มุมระหว่างแต่ละจักรวาล แม้ด้วยระยะทางที่ห่างไกลกัน ก็อาจสร้างความเสียหายต่อจักรวาลได้

บางทฤษฎี ด้านจักรวาลวิทยา แสดงคำอธิบายว่า มูลฐานเดิม จักรวาลมีค่าคงที่แต่ด้วยแรงปฐมมูลดั้งเดิม (Fundamental forces) เนื่องจาก การมีฟองลูกโป่ง (Bubble) จำนวนมากจึงส่งผลต่อกัน ระหว่างฟองลูกโป่งกับฟองลูกโป่ง เกิดการรวมกันของค่าคงที่โดยไม่คำนึงถึงลำดับชั้น สู่โครงสร้างขนาดใหญ่ เช่น จักรวาลของเรา ยังมีข้อสังเกตต่อไปอีกว่า กรณีการเกิดขึ้นของ Bubble (ฟองลูกโป่ง) เป็นการเกิดขึ้นหลังจาก Big bang นั้น มี 2 กรณี คือ
กรณีที่ 1 เกิดขึ้นอย่างเชื่องช้าและยุบสลายตัวไป อย่างรวดเร็ว
กรณีที่ 2 เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงและเย็นตัวลง เป็นแบบเดียวที่เกิดกับจักรวาลของเรา

2.Membrane (แผ่นเยื่อ)

จักรวาลของเรา มนุษย์รับรู้ได้ 4 มิติ (กว้าง x ยาว x สูง = 3 มิติ + เวลา = 4 มิติ) ทางทฤษฎีพบว่า กาล-อวกาศ อาจมีมากกว่า คือ เวลา 1 มิติและอวกาศอีก 10 มิติ รวม เท่ากับ 11 มิติ โดย 6 มิติ (ที่มากกว่า) เรียกว่า Extra-dimension (มิติพิเศษ) ซึ่งมีคุณสมบัติขดม้วนตัว เป็นขนาดที่เล็กมากๆ มนุษย์ไม่สามารถเห็น หรือตรวจสำรวจโดย เครื่องมือที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่ได้เลย

สิ่งของต่างๆที่เป็นกายภาพจักรวาล เรา รวมตัวเราเอง ฯลฯ มีองค์ประกอบ 3 มิติ (กว้าง x ยาว x สูง) แต่ทุกสิ่งทุกอย่าง ถูกยึดติดกับเวลา (เดินหน้าไปโดยตลอดถอย หลังไม่ได้) จึงทำให้มนุษย์ ต้องรับรู้รวมเวลาไปด้วย เป็น 4 มิติ ดังนั้นอาจมีความมากมายหลายสิ่งในมิติอวกาศ (Multidimensional space) จักรวาลของเราเหมือน Membrane หรือ Branes (เยื่อแผ่นแผ่นบางมีรูขนาดเล็กมากโดยจะยอม ให้อนุภาคของสสารซึ่งมีขนาดเล็กกว่าขนาดของรูเท่านั้นที่ผ่านได้) เป็นลักษณะ 3 มิติ ที่ลอยอยู่ในอวกาศมีกลไกค่าของเวลา ไม่เท่ากัน

ในมิติพิเศษนั้น การเกาะเกี่ยวเวลาที่ต่างกัน ทำให้มนุษย์ไม่สามารถรับรู้ได้เช่นกัน อาจห่างกันไม่กี่เมตร สิ่งนั้นมีอยู่จริง เป็นลักษณะจักรวาลคู่ขนาน (Parallel universes) การล่องลอยแต่ละจักรวาลใน Extra-dimension มีโอกาสเคลื่อนเข้าหากันได้ด้วยแรงดึงดูดระหว่างมวลซึ่งกันและกัน จนกระทบชนปะทะกัน เมื่อเกิดชนกัน ทำให้จักรวาลทั้งสองระเบิดตัวครั้งใหญ่ (Big Bang) ขึ้นอีกครั้ง อาจเป็นการเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งเป็นข้อสันษิฐานต่อการปรากฎขึ้นของจักรวาล แต่ละครั้งใน บรรพกาลมานานแล้วอย่างไม่รู้จบ

3.Quantum (ควอมตัม)
สำหรับ Babyverse theory (ทฤษฎีจักรวาลเบบี้) หนึ่งในแนวคิดจาก Quantum Universe (จักรวาลควอม ตัม) อธิบายว่าจักรวาลใหม่ อาจเกิดขึ้น ภายในหลุมดำ (Black holes) ก่อตัวและพัฒนาการขึ้นในสันฐานดังกล่าว มีศักยภาพขยายตัวอย่างไร้ขอบเขตจากภายในซึ่งทั้งหมดไม่สามารถรับรู้ จากการมองเห็นภายในหลุมดำได้ สามารถ เกิดเป็นจักรวาลคู่ขนาน (Parallel universes) ได้เช่นกัน หรือ Many-worlds interpretation of quantum mechanics

มีคำอธิบายว่าความพยายามเกิดขึ้นของวัตถุชนิดเดียวกันสามารถเกิดขึ้นในความหลาก หลายสถานะ (Multiple states) เช่น จักรวาลอื่น โดยมีค่าคงที่และกฎทางฟิสิกส์ เช่นเดียวกันเป็นจักรวาลคู่ขนาน (Parallel universes)โดยแต่ละจักรวาล มีความสัมพันธ์กันจากขบวนการทางกลศาสตร์ควอนตัม (Quantum superposition) หลัง จากนั้นความสัมพันธ์จะสิ้นสุดลง เมื่อเกิดการเลือกของความน่าจะเป็นของ ทางหนึ่งทางใดท้ายที่สุดจักรวาลเหล่านั้นจะอยู่เอกเทศ ในลักษณะคู่ขนานโดยไม่สามารถ เชื่อมโยงกันได้ ดังนั้นการที่จักรวาลเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก และยังคงอยู่มากมายในอวกาศนับไม่ได้ จึงเป็นสาขาที่แตกแขนงของจักรวาล เรียกว่า Branched out (การแตกสาขา) ไม่รู้จบแบ่งแยกออกต่อกัน

เหตุผลทำไมต้องมี Multiverse
ทั้งหมดนั้นเป็นสมมุติฐานที่ต่างกัน จึงทำให้เกิดแนวคิดไปสู่ Multiverse เพื่อใช้ประกอบคำอธิบาย จำนวนมากของจักรวาล หรือการเกิดขึ้นของ จักรวาลคู่ขนาน (Parallel universes) แม้ว่าแนวคิดจากการเกิดขึ้นของจักรวาล ก่อนการระเบิดครั้งใหญ่ (Big Bang) มีความแตกต่างกันออกไป แต่แนวคิดจำนวนจักรวาล ไม่ได้มีเพียง หนึ่งเดียวนั้นมีความสอดคล้องกัน ประเด็นอยู่ที่ว่า หากมีจักรวาลเกิดขึ้นจำนวนมากกว่าหนึ่ง จักรวาลเหล่านั้นควรจะมาจากจุดเดียวกัน เมื่อมาจากจุดเดียวกัน ควรจะมี ความสัมพันธ์กันในแบบหนึ่งแบบใดได้หรือไม่เป็นเรื่องที่น่าขบคิด สิ่งเหล่านนี้ทั้งปวงจะเกี่ยวข้องกับระบบมนุษย์แบบไหนได้บ้าง และจะแกปริศนาอย่างไรเพื่อความ เข้าใจแบบสามัญ

ความหมายแนวคิด Multiverse จากผู้เชี่ยวชาญด้าน High energy physics group
นับเป็นหนทางใหม่ซึ่งขยายขอบข่ายการศึกษา ที่แตกแขนงของ ทฤษฎีว่าด้วย จักรวาลวิทยา (Cosmological theory) จะสามารถให้ความกลมกลืนเหมาะสมและให้ ความเด่นชัดมากขึ้น เอกภพหรือจักรวาลของเราเปรียบเสมือนเพียงจุดไข่ปลา อุบัติขึ้นในบริเวณพื้นที่ขนาดจิ๋วในสูญญากาศ (Vacuum) จากการระเบิด

จากทฤษฎีเดิมให้คำอธิบายว่า สิ่งที่เกิดครั้งแรก จากการปรากฎจักรวาล เป็นการขยายตัว (Inflation)ความเป็นสูญญากาศนั้น ควรจะมีการต่อเนื่อง เชื่อมโยงกันเป็น จุดไข่ปลาไปยังจักรวาลอื่นๆได้ และแต่ละจักรวาลอาจมีทฤษฎีทางฟิสิกส์ที่แตกต่างกัน โดยบางแห่งอาจให้กำเนิดชีวิตได้ แต่บางแห่งอาจว่างเปล่าไม่มีสิ่งใดๆก็ได้ อย่างไรก็ตามแนวคิด Multiverse ยังมีข้อจำกัดเรื่อง ความเห็นในทางระเบียบแบบแผนและขบวนการทางวิทยาศาสตร์ ข้อรองรับจากการตั้งสมมุติฐาน ดังนี้ความร่วมมือ จากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อการตรวจสอบไต่สวนคงเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะช่วยหาคำตอบข้อสงสัยต่างๆ เพื่อสรุปความให้เหมาะสมและดีที่สุดต่อไป

แนวทางข้อสรุป และความหมาย Multiverse
โดยภาพรวมคล้ายเป็นโจทย์ ที่จะทำให้นักจักรวาลวิทยา มุ่งหาข้อพิสูจน์และเสาะหาความจริงประเด็นของหัวข้อ ที่มีความสนใจและเชี่ยวชาญ และต้องใช้ความรู้ ความสามารถเทคโนโลยีอีกมากมาย รวมทั้งใช้เวลาด้วย ดังนั้นความหมายอาจแปรเปลี่ยนให้มีขอบเขตกระชับขึ้น จากเหตุผลพิสูจน์ทราบในอนาคต อย่างน้อย ในวันนี้แนวคิดดังกล่าว กระทำเริ่มสู่กระบวนการเสนอแนะที่มีรูปธรรมมากขึ้น เป็นธรรมดาที่ต้องเกิดข้อโต้แย้ง เพราะทั้งหมดเป็นความคิดการคาดการ หรืออาจมีจินตนา การผสมผสานอยู่ด้วยเช่น บางจักรวาลอาจมีแต่ความว่างเปล่า ไม่เคยมีอะไรเลย และยังคงไม่มีอะไรต่อไป

บางจักรวาลอาจมีสิ่งทรงปัญญา เช่น มนุษย์ หรือสิ่งที่มีสติปัญญาไม่ด้อยไปกว่ามนุษย์ แต่อาจต่างที่รูปลักษณ์ออกไปจนนึกไม่ถึง หรือบางจักรวาลอาจมีเราอยู่ พร้อมๆ กับเราเองในจักรวาลนี้ จะเป็นไปได้หรือไม่ทั้งหมดคงยังไม่มีคำตอบในวันนี้ แต่สิ่งที่อาจเหมือนกันคือ แนวคิดว่ามีจักรวาลจำนวนมากกว่าหนึ่ง (หรือมากกว่าจนนับไม่ได้ ?) และเชื่อว่าการเชื่อมโยงเข้าด้วยกันในสภาพสูญญากาศ ดังนั้น Multiverse แสดงความหมายถึงการโยงใยจากจุดเริ่มต้นแต่แรกของแต่ละจักรวาลเข้าด้วยกันคล้าย เป็นเครือข่าย (หลาย)จักรวาล