white dwarf star : ดาวแคระขาว

 

เมื่อสิ้นอายุขัยของดาว (Star) ดาวนั้นเกิดการระเบิดขึ้นแบบซูเปอร์โนวา (Supernovas) โดยการยุบทับถมแล้วกดอัดบีบตัวเองลงเหลือเพียงเท่ากับโลก แต่ความหนา แน่นของมวลเดิมยังคงอยู่ อาจมีมากกว่าโลก 200,000 เท่า ขณะเดียวกันอุณหภูมิความร้อนบนพื้นผิวลดน้อยลงเหลือเพียง 10,000 - 20,000 Kelvin จากที่เคยมีถึง นับล้าน Kelvin และจะมีแสงสว่างน้อยลงจนพร่ามัว ทั้งหมดนี้เป็นเงื่อนไขให้กำเนิดดาวแคระขาว จากพัฒนาการลำดับชั้นดาวสามัญ (Main sequence stars)

บนพื้นผิวดาวแคระขาว มีแรงโน้มถ่วงมากกว่าโลก (Earth) 100,000 เท่า หมายความว่า ถ้ามีสิ่งของเท่าก้อนหินเล็กๆบนโลก แต่บนดาวเคราะห์ขาวกลายเป็นมีน้ำหนัก หลายร้อยกิโลกรัม นอกจากนั้นสภาพแวดล้อมบรรยากาศบางเบาด้วยไฮโดรเจนบริสุทธิ์และฮีเลียม จากเปลือกผิวของดาวแคระขาวลึกลงไปประมาณ 50 กิโลเมตร จะพบชั้นภายในเป็นผลึกอะตอมคาร์บอนและออกซิเจน (Carbon-core) เป็นองค์ประกอบเช่นเดียวกับเพชรบนโลกและภายในแกนนั้น ได้ยุติการก่อพลังงานโดย สิ้นเชิง จึงไม่สามารถสร้างความดันภายในและแรงโน้มถ่วง ไม่สามารถบีบอัดสิ่งใดๆ มากไปกว่านั้นเพราะไม่มีที่ว่างเหลือ

ดาวแคระขาวยุคโบราณมีอยู่ทั่วไปในจักรวาล (Universe) โดยเฉพาะบริเวณกระจุกดาว (Star cluster) เก่าแก่ในทางช้างเผือก (Milky Way Galaxy) มีปะปนอยู่จำนวน นับไม่ถ้วน แต่ไม่สามารถมองเห็นจากโลกได้เพราะมีขนาดเล็กมากและแสงน้อย บางทฤษฎีมีแนวคิดว่าดาวแคระขาว (White dwarf star) จะเย็นตัวลงเรื่อยๆจนกระทั่ง มืดสนิท ท้ายที่สุดกลายสภาพเป็น ดาวแคระดำ (Black dwarf) ล่องลอยไปในจักรวาลด้วยความดำมืดและค้นพบยากมาก