Sun : ดวงอาทิตย์

 

Sun
ดวงอาทิตย์
 

 

• ดาวแคระสีเหลือง

 

ดวงอาทิตย์มีตำแหน่งอยู่กลางระบบสุริยะ (Solar System) และถูกจัดให้อยู่ในประเภท Yellow Dwarf Star คือ ดาวแคระสีเหลือง ลักษณะคล้ายลูกบอลก๊าซยักษ์เรืองแสง มีชีวิตขึ้นจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงจากภายใน มีแรงโน้มถ่วงที่เป็นอำนาจพลังงานของตนเอง (Gravity Holds) ดึงยึดระบบสุริยะไว้ด้วยกันอย่างมั่นคง

 

• พายุสุริยะอนุภาคยาวไกล

 

ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่ดาวเคราะห์ที่ใหญ่โตที่สุดไปจนถึงเศษเล็กเศษน้อยที่อยู่ในวงโคจร ลากจูงภายใต้อิทธิพลแรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์ นอกจากนั้นประจุไฟฟ้าจาก ดวงอาทิตย์ (Electric Currents) ได้สร้างอาณาเขตของสนามแม่เหล็ก (Magnetic Field) ให้เกิดพายุสุริยะ (Solar Wind) สร้างอิทธิพลกระแสไหลของไอก๊าซร้อนที่มีประจุไฟฟ้า พัดผ่านออกสู่อวกาศด้านนอกทุกทิศทาง เข้าปะทะดาวเคราะห์ต่างๆและส่งต่อเป็นกระแสอนุภาคไปถึงขอบของระบบสุริยะ

 

ดาวแคระสีเหลืองในกาแล็คซีทางช้างเผือก

 

• โลก 1.3 ล้านใบบรรจุเต็มดวงอาทิตย์

 

ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์มีรัศมี 432,168.6 ไมล์ (695,508 กิโลเมตร) โดยเฉพาะมีขนาดมวล (Mass) ใหญ่กว่าโลกซึ่งเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่อาศัยของเรา 332,946 เท่า และมี ขนาดเชิงปริมาตร (Volume) ใหญ่กว่าโลก 1.3 ล้านเท่า หมายความว่าต้องมีโลกจำนวน 1.3 ล้านใบ รวมกันจึงบรรจุลงไปเต็มดวงอาทิตย์ 1 ดวง

 

การเชื่อมต่อมีการเกิดปฏิสัมพันธ์ ในกลไกต่างๆจากความร้อน อนุภาค รังสี แรงโน้มถ่วง ระหว่างดวงอาทิตย์กับโลกผลักดันให้เกิดฤดูกาล กระแสน้ำในมหาสมุทร สภาพ อากาศ แถบรังสีและออโรร่า และยังมีมีดาวอีกหลายพันล้านดวงเช่นเดียวกับดวงอาทิตย์ของเรา กระจัดกระจายอยู่ในกาแลคซี่ทางช้างเผือก (Milky Way)

 

อัลฟาเซนทอรี่เพื่อนบ้านใกล้ที่สุด

 

• อัลฟาเซนทอรี่เพื่อนบ้านใกล้ที่สุด

 

ดวงอาทิตย์อยู่ห่างจากโลกประมาณ 93 ล้านไมล์ (ประมาณ 150,000,000 กิโลเมตร) และดาวฤกษ์ที่ใกล้ที่สุดคือ อัลฟาเซนทอรี่ (Alpha Centauri) เป็นระบบดาวสามดวง ประกอบด้วย Proxima Centauri อยู่ห่างออกไป 2.24 ปีแสง และ Alpha Centauri A และ B - สองดวงโคจรรอบดาวฤกษ์ห่างออกไป 4.4 ปีแสง (LightYear) หากเราไปยืนอยู่ ที่ดาวพลูโต (Pluto) แล้วมองเข้ามาในระบบสุริยะ เราจะเห็นดวงอาทิตย์เป็นจุดสว่างเล็กๆเหมือนดาวทั่วไปที่เราเห็นบนท้องฟ้าในทุกค่ำคืนบนโลก

 

• เดินทางด้วยความเร็ว 720,000 กม./ชม.

 

ดวงอาทิตย์และทุกสิ่งทุกอย่างในระบบสุริยะ โคจรอยู่จะอยู่ในกาแลคซีทางช้างเผือก โดยเฉพาะดวงอาทิตย์ของเราอยู่ในแขนเกลียวที่เรียกว่า Orion Spur ที่ยื่นออกมาจาก แขนของ Sagittarius Arm จากที่นั่นดวงอาทิตย์โคจรรอบศูนย์กลางของกาแล็กซี่ทางช้างเผือกโดยนำดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์น้อย ดาวหางและวัตถุอื่นๆไปพร้อมๆกันกับ ระบบสุริยะและตัวของเราที่อยู่บนโลก เคลื่อนที่ด้วยความเร็วเฉลี่ย 450,000 ไมล์ต่อชั่วโมง (720,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)

 

• ใช้เวลาโคจร 230 ล้านปี

 

ถึงแม้จะใช้ความเร็ว 720,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเช่นนี้ ก็จะใช้เวลาประมาณ 230 ล้านปี ต่อการโคจรรอบกาแล็คซี่ทางช้างเผือกครบ 1 รอบ ขณะโคจรรอบศูนย์กลางของ กาแล็คซี่ทางช้างเผือก การหมุนของดวงอาทิย์มีความลาดเอียงของแกน 7.25 องศา เมื่อเทียบกับแนวระนาบของวงโคจรของดาวเคราะห์

 

• หมุนรอบตัวเองไม่พร้อมกัน

 

เนื่องจากดวงอาทิตย์มีพื้นผิวดวงอาทิตย์ไม่ได้แข็งเหมือนพื้นผิวโลก (Earth) และภาพที่เห็นเป็นก้อนก๊าซเต็มไปด้วยเปลวเพลิง ทำให้สังเกตยาก แท้จริงแล้วส่วนต่างๆของ ดวงอาทิตย์หมุนในอัตราที่แตกต่างกันและหมุนไม่พร้อมกัน โดยการหมุนที่เส้นศูนย์สูตรดวงอาทิตย์ หมุน 1 รอบแกนทุกๆ ประมาณ 25 วัน แต่ที่ขั้วเหนือและขั้วใต้ดวงอาทิตย์ จะหมุน 1 รอบแกนทุกๆ 36 วันโลก

 

ดวงอาทิตย์ หมุนในอัตราที่แตกต่างกัน

 

• ต้นกำเนิดก่อตัวในเนบิวล่า

 

ดั่งเดิมแรกเริ่มระบบสุริยะเป็นบริเวณที่มีเมฆก๊าซหมุนเวียน และฝุ่นขนาดใหญ่เรียกว่าเนบิวล่าดวงอาทิตย์ หรือเนบิวล่าสุริยะ (Solar Nebula) ต่อมาเมื่อเนบิวล่า (Nebula) ได้ยุบตัวลงเนื่องจากแรงโน้มถ่วงที่ท่วมท้นจึงหมุนเร็วขึ้นและแบนราบลงเกาะพอกเป็นแผ่นจาน (Accretion Disk) วัสดุส่วนใหญ่ถูกดึงเข้าสู่ใจกลางแรงโน้มถ่วงดึงและดึง มากขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดความกดดันในแกนมากล้นจนอะตอมของไฮโดรเจนเริ่มรวมเข้าด้วยกัน และสร้างฮีเลียมออกมาเป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ดวงอาทิตย์ของเราจึงเกิด ขึ้นมีการสะสมของมวลมากกว่า 99% อยู่ที่ดวงอาทิตย์ (Sun)

 

• แรงโน้มถ่วงก่อให้กำเนิด

 

ขณะเดียวกันการเกาะพอกแผ่นจานสร้างวัตถุขนาดใหญ่เติบโตขึ้นด้วยความมากพอสำหรับแรงโน้มถ่วง จึงเกิดรูปร่างเป็นทรงกลมกลายเป็นดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์แคระ และดวงจันทร์ แต่ยังมีชิ้นส่วนเล็กๆยังแตกกระจายในช่วงเริ่มต้นไม่สามารถรวมกันเป็นดาวเคราะห์ได้เหลือทิ้งกลายเป็น ดาวเคราะห์น้อย ดาวหาง อุกกาบาต และดวงจันทร์ ขนาดเล็ก (Moonless) ที่มีรูปทรงแปลกตาและผิวไม่สม่ำเสมอ

 

• จุดจบเป็นดาวแคระขาว

 

ดวงอาทิตย์อาจจะหมดพลังงาน จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่บรรจุอยู่ภายใน เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มหมดพลังงานก็จะขยายตัวใหญ่โตถึงกว่า 100 เท่า สาเหตุเกิดจากการเผาไหม้ เชื้อเพลิงก๊าซด้านนอกที่ยังเหลืออยู่ในวงกว้างความใหญ่โตของดวงอาทิตย์ ส่งผลทำให้เผาไหม้ถึงวงโคจรดาวพุธ (Mercury) ดาวศุกร์ (Venus) และแม้แต่โลก (Earth) หรือ อาจมากกว่านั้น นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าดวงอาทิตย์จะมีอายุเหลืออีก 6.5 พันล้านปี จากนี้ไปก่อนที่จะหดตัวลงเป็นดาวแคระขาว (White Dwarf Star)

 

ต้นกำเนิดก่อตัวในเนบิวล่าสุริยะ

 

• พื้นที่ 6 ภูมิภาคบนดวงอาทิตย์

 

ดวงอาทิตย์เหมือนกับดาวฤกษ์ (Star) อื่นๆคือประกอบขึ้นจากก๊าซ ในแง่ของจำนวนอะตอมมีไฮโดรเจน 91.0% และฮีเลียม 8.9% กรณีตัวเลขโดยมวล (By mass) ดวงอาทิตย์ คาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 70.6% และฮีเลียม 27.4% มวลมหาศาลของดวงอาทิตย์จะถูกจับเข้าด้วยกันโดยแรงโน้มถ่วง (Gravitational attraction) ทำให้เกิดความกดดัน และอุณหภูมิที่แกน (Core) บนพื้นที่ดวงอาทิตย์มี 6 ภูมิภาค ดังนี้

 

ประกอบด้วย (จากภายในสู่ภายนอก) คือ แกน (Core) เขตการแผ่รังสี (Radiative zone) เขตการพาความร้อนภายใน (Convective zone in the interior) ซึ่งมองไม่เห็นทั้ง 3 ภูมิภาคถัดมาที่มองเห็นได้ใน 3 ภูมิภาค คือ โฟโตสเฟียร์ (Photosphere) โครโมสเฟียร์ (Chromosphere) และบริเวณด้านนอกสุดของโคโรนา (Corona) และแกนดวงอาทิตย์ มีอุณหภูมิประมาณ 27 ล้านองศาฟาเรนไฮต์ (15 ล้านองศาเซลเซียส) ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้เกิดการหลอมรวมเกิดนิวเคลียร์ฟิวชั่น (Thermonuclear fusion)

 

• 170,000 ปี นำความร้อนออกมาสู่ด้านนอก

 

กระบวนการที่อะตอมรวมกันเ และกลไกในกระบวนการปล่อยพลังงานให้เคลื่อนไหว โดยเฉพาะส่วนภายในแกนของดวงอาทิตย์ จากอะตอมของไฮโดรเจนและฮีเลียม พลังงานที่ผลิตขึ้นในแกนดวงอาทิตย์ จะผลิตความร้อนและแสงที่ดวงอาทิตย์ปล่อยออกมา พลังงานจากแกนจะถูกนำออกสู่ด้านนอกโดยการแผ่รังสีผ่านเขตการแผ่รังสี จะใช้เวลาประมาณ 170,000 ปี เพื่อเดินทางออกมาจากแกนกลางไปยังด้านบนสุดของเขตการพาความร้อน

 

• ซุปอะตอมไอออน

 

เมื่อสู่ด้านบนอุณหภูมิลดลงต่ำกว่า 3.5 ล้าน องศาฟาเรนไฮต์ (2 ล้านองศาเซลเซียส) ในพื้นที่ที่มีการไหลเวียนจะมีฟองอากาศพองสูง (เรียกว่าซุปอะตอมเป็นไอออนลักษณะ คล้ายการเคี่ยวน้ำตาลในกะทะมีฟองเหนียวเดือดปุดๆ) บริเวณนี้คือพื้นผิวของดวงอาทิตย์ที่เรามองเห็นมีอุณหภูมิประมาณ 10,000 องศาฟาเรนไฮต์ (5,500 องศาเซลเซียส) มีความเย็นกว่าแกนภายใน แต่เปลวเพลิงเมีความร้อนพอที่จะทำให้คาร์บอน เช่นเพชรและแกรไฟต์เดือดได้แต่ไม่ถึงกับละลาย

 

ดวงอาทิตย์เหมือนกับดาวฤกษ์อื่นๆ

 

• แสงแดดใช้เวลา 8 นาทีสู่โลก

 

ในแง่พื้นผิวของดวงอาทิตย์คือ โฟโตสเฟียร์ (Photosphere) มีอุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 10,000 องศาฟาเรนไฮต์ (5,500 องศาเซลเซียส) เป็นแสงที่มีความหนาราว 300 ไมล์ (500 กม.) ซึ่งส่วนใหญ่ของรังสีดวงอาทิตย์จะหลุดออกไปสู่ด้านนอก และไม่ใช่พื้นผิวที่มั่นคงเหมือนพื้นผิวของดาวเคราะห์ แต่เป็นบริเวณชั้นนอกของดวงอาทิตย์ รังสีในภูมิภาคนี้ คือ แสงแดดจะใช้เวลา 8 นาที หลังจากออกจากบรรยากาศดวงอาทิตย์ ส่องมายังโลกของเราและเดินทางต่อไปยังดาวเคราะห์อื่นๆตามลำดับ

 

• สภาพอากาศในอวกาศ

 

การทำงานของดวงอาทิตย์ไม่ได้ทำงานแบบเดียวกันตลอดเวลาแต่จะมีวัฐจักรแสดงพฤติกรรมดวงอาทิตย์ (Solar Activity) เรียกว่าแผนภูมิรูปปีกผีเสื้อ (Butterfly Diagram) ช่วงประมาณทุก 11 ปี เป็นภูมิศาสตร์ของดวงอาทิตย์จะเปลี่ยนขั้วของสนามแม่เหล็ก เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้บนดวงอาทิตย์จะเกิดความปั่นป่วนอย่างรุนแรง

 

สิ่งเหล่านี้เกิดจากความผิดปกติในสนามแม่เหล็กดวงอาทิตย์ได้ปล่อยพลังงานและอนุภาคขนาดใหญ่ ซึ่งบางส่วนอาจมาถึงโลกโดยพายุสุริยะ ในเวลาประมาณ 48 ชั่วโมง สภาพอากาศในอวกาศที่รุนแรงในบางครั้ง อาจทำให้ดาวเทียม เสียหายกัดกร่อนโดยประจุไฟฟ้าส่งผลต่อการสื่อสารเครื่องบินและการคมนาคม ในเขตขั้วโลกเหนือรวมถึง เครือข่ายระบบไฟฟ้าและโทรศัพท์ เคยสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างมาแล้ว

 

• ห้ามมองดวงอาทิตย์ด้วยตาเปล่า

 

ด้านบนของโฟโตสเฟียร์ (Photosphere) ถัดขึ้นคือ โครโมสเฟียร์ (Chromosphere) และบริเวณด้านนอกสุดคือโคโรนา (Corona) และโคโรน่ามีความหมายว่ามงกุฎ (แสงสีขาว) ที่สร้างชั้นบรรยากาศบางๆของแสงอาทิตย์ทำให้เราเห็นคุณสมบัติต่างๆบนดวงอาทิตย์ (ต้องใช้กล้องโทรทรรศน์ดูดวงอาทิตย์โดยเฉพาะ / ห้ามมองด้วยตาเปล่า / ห้ามใช้ แว่นดำทุกชนิด / ห้ามใช้กล้องดูดาวที่ไม่มีเลนส์ป้องกันแสงดวงอาทิตย์ มิฉะนั้นตาบอดได้)

 

• กล้องโทรทรรศน์ ไฮโดรเจน-อัลฟา

 

สิ่งเราจะมองเห็น คือ จุดมืดบนดวงอาทิตย์ (Sunspots) เปลวสุริยะ (Solar Flares) โดยกล้องโทรทรรศน์ดูดวงอาทิตย์ชนิดไฮโดรเจน-อัลฟา สำหรับดูดวงอาทิตย์โดยเฉพาะ คุณสมบัติของกล้องประเภทนี้จะตัดแสงสีขาวจึงทำให้เรามองเห็น และในช่วงสุริยุปราคาเต็มดวง (Total Solar Eclipses) เมื่อดวงจันทร์บดบังดวงอาทิตย์เต็มดวงจะมีลักษณะ เป็นขอบสีแดงรอบดวงอาทิตย์ ขณะที่โคโรนารูปมงกุฎสีขาวสวยงามกับพลาสม่า (Plasma) ซึ่งเป็นไอของก๊าซร้อนจัดจะไหลเป็นช่องแคบออกไปด้านนอก ขึ้นรูปทรงลักษณะ เหมือนกลีบดอกไม้

 

ขอบเขตอำนาจของเฮลิโอสเฟียร์

 

• เฮลิโอสเฟียร์ปกป้องรังสีคอสมิก

 

สิ่งนี้มีความสำคัญมากกระแสไฟฟ้าในดวงอาทิตย์ก่อให้เกิดสนามแม่เหล็กที่ซับซ้อน (Complex magnetic field) ซึ่งขยายออกไปสู่อวกาศเพื่อสร้างสนามแม่เหล็กระหว่าง อวกาศปริมาณของพื้นที่ควบคุมโดยสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์เรียกว่า เฮลิโอสเฟียร์ (Heliosphere) มีลักษณะคล้ายฟองอากาศยักษ์อยู่ในห้วงอวกาศที่พองตัวอยู่ในสสาร ระหว่างดวงดาว ซึ่งเป็นผลจากพายุสุริยะ (Solar wind) ทำหน้าที่ปกป้องระบบสุริยะ (Solar system) เอาไว้จากรังสีคอสมิก (Cosmis rays) ที่ไหลมาจากดาวดวงอื่นหรือไหล วนเวียนในทางช้างเผือก (Milky Way) ที่มีจำนวนมหาศาล

 

แต่อาจยังมีอะตอมส่วนหนึ่งจากสสารระหว่างดาว สามารถลอดเข้ามาภายในเฮลิโอสเฟียร์ได้เช่นกัน และเฮลิโอสเฟียร์คือ จุดแสดงบริเวณสุดเขตแดนของระบบสุริยะ หมาย ความว่าเป็นรอยต่อการหมดอำนาจดวงอาทิตย์ของเรา เป็นอาณาเขตที่เชื่อมต่อกับดาวดวงอื่นๆ

 

• เทอร์มินัลช็อก

 

ขอบเขตของเฮลิโอสเฟียร์ ส่วนใหญ่จะถือว่ามี 3 ชั้น เขตแดนด้านในสุดคือขอบเขตแบบทรงกลม (Spherical boundary) ที่เรียกว่าเทอร์มินัลช็อก (Termination shock) จุดที่พายุ สุริยะหลั่งไหลจากดวงอาทิตย์ช้าลงและต่ำกว่าความเร็วเหนือเสียง จากนั้นลมจะค่อยๆเคลื่อนไปเรื่อยๆจนกว่าจะเกิดการชนกับวัสดุในกาแล็คซี่และถูกดันกลับไปรอบๆนอก ของเฮลิโอสเฟียร์พลิกกลับไปทางหางของฟองสบู่เป็นเขตแดนที่สองเรียกว่า เฮลิโอพอส (Heliopause)

 

• โบว์ซ็อต

 

เขตแดนที่สามเป็นโบว์ช็อต (Bow shock) เกิดขึ้นเมื่อเฮลิโอสเฟียร์พ่นลม ทางผ่านกลุ่มเมฆของกาแล็คซี่ในแบบเดียวกับที่เครื่องบินเหนือเสียงพุ่งดันอากาศขณะเคลื่อนที่ ในข้อมูลปัจจุบันยานสำรวจอวกาศวอยเอเจอร์ยืนยันการดำรงอยู่ของเขตแดนแรก และได้เห็นเขตแดนที่สอง ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่ายังไม่พบโบว์ช็อตในเขตแดน ที่สามซึ่งต้องรอผลต่อไป

 

• เกลียวปาร์กเกอร์

 

การสำรวจพยายามค้นหาตำแหน่งที่ถูกต้องโดยยานสำรวจอวกาศวอยเอเจอร์ 1 และ 2 สู่ส่งไปใน 2 ทิศทางจากโลก สนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ พัดผ่านออกไปโดย พายุสุริยะซึ่งเป็นกระแสก๊าซและประจุไฟฟ้าเป็นลักษณะการพัดที่พัดผ่าน ด้านนอกจากดวงอาทิตย์ ไปในทุกทิศทาง เพราะดวงอาทิตย์หมุนสนามแม่เหล็กหมุนวนออกเป็น เกลียวหมุนขนาดใหญ่เรียกว่าเกลียวปาร์กเกอร์ (Parker spiral)

 

Panorama Infographics

 

10 เรื่องสำคัญของดวงอาทิตย์

 

1.ขนาด

ถ้าดวงอาทิตย์ใหญ่เท่าลูกฟุตบอล โลกของเราจะมีขนาดเท่าหัวเข็มหมุด

 

2.ตำแหน่งในระบบสุริยะ

ดวงอาทิตย์มีตำแหน่งอยู่ในศูนย์กลางของระบบสุริยะ และคิดเป็น 99.8% ของมวลในของระบบสุริยะทั้งหมด

 

3.การหมุนรอบตัวเอง

เนื่องจากดวงอาทิตย์เป็นก้อนก๊าซ ส่วนต่างๆของดวงอาทิตย์หมุนในอัตราที่ต่างกัน ที่เส้นศูนย์สูตรดวงอาทิตย์หมุนครบรอบทุกๆ 25 วัน แต่ขั้วของดวงอาทิตย์จะหมุนครบ รอบแกนทุกๆ 36 วันโลก

 

4.ลักษณะพื้นผิว

ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ไม่มีพื้นผิวที่มั่นคงแต่เป็นก้อนก๊าซ ประกอยด้วยไฮโดรเจน 92.1% (H2) และฮีเลียม 7.8% (He) รวมตัวกันด้วยแรงโน้มถ่วงของตัวเอง

 

5.ชั้นบรรยากาศที่มองเห็น

บรรยากาศของดวงอาทิตย์เป็นชั้นก๊าชบางๆปกคลุมอยู่ภายนอกสุดคือ สิ่งที่เราเห็นเป็นลักษณะแสงที่ส่องกระจายออกมา

 

6.ดาวบริวาร

ดวงอาทิตย์ไม่ได้เป็นดาวเคราะห์ดังนั้นจึงไม่มีดวงจันทร์ใดๆ แต่มี ดาวเคราะห์ ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์น้อย ดาวหาง และอื่นๆโคจรอยู่รอบดวงอาทิตย์

 

7.วงแหวน

ดวงอาทิตย์ไม่มีวงแหวนใดๆ

 

8.ยานสำรวจ

ยานอวกาศหลายลำคอยสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์และเรียนรู้ดวงอาทิตย์อย่างต่อเนื่อง เฝ้าระวังเตือนโลกเกี่ยวกับสภาพอากาศที่เป็นอันตราย เช่น พายุสุริยะและนอกจาก นั้นยังคอยเฝ้ามองดาวหางที่โคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ด้วย

 

9.การเอื้อต่อระบบชีวิต

ดวงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานเพื่อชีวิตคือ ความร้อน แสงสว่าง หากไม่มีพลังงานเช่นนี้ของดวงอาทิตย์จะไม่มีชีวิตบนโลก

 

10.กลไกระบบพลังงาน

นิวเคลียร์ ฟิวชั่น (Nuclear Fusion) การหลอมละลายที่แกนกลางของดวงอาทิตย์ จะมีอุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 27 ล้านองศาฟาเรนไฮต์ (15 ล้านองศา เซลเซียส)