Mars : ดาวอังคาร

 

Mars
ดาวอังคาร
 

• ดาวเคราะห์สีแดง

 

ดาวอังคารเป็นดาวเคราะห์ประเภทมีพื้นผิวชัดเจน (Terrestrial) มีวงโคจรเป็นดวงที่ 4 จากดวงอาทิตย์ (Sun) โดยมีขนาดเล็กประมาณ 1 ใน 6 ของโลก (Eath) จากโลก เราจะมองเห็นดาวอังคารเป็นดาวเคราะห์มีสีแดง และดาวอังคารยังมีดวงจันทร์ขนาดเล็กมาก 2 ดวง คือ โฟบอส (Phobos) และดีมอส (Deimos) ที่มีรูปร่างแปลกตา

 

ดาวเคราะห์สีแดงเป็นฉายาที่รู้จักว่ามีสภาพแวดล้อมแห่งโลกทะเลทรายที่แห้งแล้ง เต็มไปด้วยทรายและหินที่มีสีแดง เพราะมีองค์ประกอบของสนิมเหล็ก มีพื้นที่ว่างเปล่า เช่นเดียวกันกับบนโลกในแถบทุรกันดารที่ไม่มีต้นไม้  พบว่ามีน้ำอยู่ในชั้นใต้ดินเป็นส่วนใหญ่ ที่ขั้วเหนือมีหมวกน้ำแข็ง (Polar ice caps) ปกคลุมเห็นเป็นสีขาว อดีตมีภูเขาไฟ ทั่วไปมีหุบเขาหน้าผาสูงพบหลุมอุกกาบาตมากมาย พบร่องรอยทางน้ำไหลเป็นแม่น้ำกว้างใหญ่เป็นหลักฐานอย่างชัดเจน เพราะยุคโบราณคยมีน้ำท่วมครั้งใหญ่

 

• พายุฝุ่นงูปีศาจ

 

บรรยากาศบางเกินไปแทบไม่มีออกซิเจน แต่เต็มไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ บนพื้นผิวมีพายุอันตรายเรียกว่า พายุฝุ่นงูปีศาจ (The Serpent Dust Devil of Mars) เกิดจากความร้อนสะสมบนพื้นผิวจากแสงแดดที่ยาวนาน พายุจะหมุนขึ้นสูงไปหลายกิโลเมตร คล้ายหางงูโดยหอบเอาหินแหลมคมขึ้นมาด้วย ในขณะเดียวกันยังมีพายุฝุ่น ที่เกิดขึ้นทั่วไปซึ่งเกิดจากการสะสมความร้อนเช่นกัน เป็นลักษณะลมพัดหอบในทุ่งหินทรายแต่มีประจุไฟฟ้าสถิตจากความแห้งของพื้นผิว

 

ดาวศุกร์หมุนรอบดวงอาทิตย์เกือบเป็นวงกลม

 

จึงเป็นเหตุไม่พบฤดูกาลที่เห็นได้ชัดเหมือนโลก

 

• มีรูปแบบของชีวิตขั้นสูง

 

หลายทศวรรษที่ผ่านมาผู้คนบนโลกคิดว่าพื้นที่สว่างและมืดบนดาวอังคารเป็นแปลงพืชพันธ์ จากรอยริ้วลายของพื้นผิวที่มองจากโลกด้วยกล้องโทรทรรศน์ในยุคโบราณนั้น นักดาราศาสตร์ในศตวรรษที่ 19 เกิดความคิดว่าบนดาวอังคารมีเส้นทางคลองตัดผ่านโยงใยไปทั่ว จึงจัดทำแผนที่เรียกว่า Percival Lowell’s Martian canals map แสดงให้ เห็นว่าเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับรูปแบบของชีวิตขั้นสูง (Advanced life forms) และอาจมีน้ำอยู่ที่ขั้วเหนือ

 

• ดาวเคราะห์ที่ตายแล้ว

 

ต่อมายานอวกาศ Mariner 4 โคจรสำรวจ ดาวอังคารในปี ค.ศ. 1965 ภาพของพื้นผิวที่ได้เห็นดาวอังคารอย่างใกล้ชิดขึ้นใหม่ ดูเหมือนจะเป็นดาวเคราะห์ที่ตายแล้ว ภารกิจที่ สำรวจเพิ่มเติมได้แสดงให้เห็นว่าดาวอังคารเป็นดาวเคราะห์ที่ซับซ้อน มีความลึกลับมากมายที่ยังไม่เข้าใจ มีข้อสงสัยว่าดาวอังคาร อาจเคยมีเงื่อนไขที่เหมาะสมในการ สนับสนุนรูปแบบของสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่เรียกว่าจุลินทรีย์หรือไม่

 

สนามแม่เหล็กบนดาวศุกร์ได้ สาบสูญ

 

• สนามแม่เหล็กสาบสูญ

 

การสืบค้นปริศนาข้อสงสัยดาวอังคารมีความต่อเนื่องกว่า 50 ปี เบาะแสที่สำคัญคือสนามแม่เหล็กบนดาวอังคารได้สาบสูญไปนานแล้ว จึงทำให้ไม่สามารถปกป้องอันตราย รังสีจากดวงอาทิตย์ได้ อย่างไรก็ตาม ยานสำรวจดาวอังคารได้พบหลักฐานบริเวณเปลือกของดาวอังคารในซีกโลกใต้ มีลักษณะบ่งชี้ร่องรอยดั้งเดิมของสนามแม่เหล็ก ในอดีตเมื่อประมาณ 4 พันล้านปีที่ผ่านมา

 

• เคยมีน้ำท่วมครั้งใหญ่

 

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าดาวอังคารประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ เมื่อประมาณ 3.5 พันล้านปีก่อน แม้ว่าจะไม่ทราบว่าน้ำท่วมยุคโบราณบนดาวอังคาร เกิดมาจากไหน นานแค่ไหน หรือเมื่อใดก็ตาม การสำรวจพบแหล่งที่อุดมด้วยไฮโดรเจน บนขั้วด้านเหนือแสดงให้เห็นน้ำแข็งขนาดใหญ่ใกล้พื้นผิว ถ้าน้ำแข็งที่เป็นน้ำแทรกซึมไปทั่วดาวอังคารในชั้น ใต้ดินก็คงอาจยังคงฝังตัวอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยที่จะสามารถนำขึ้นมาใช้ได้

 

• แร่ธาตุระบุว่าของเหลว

 

การสำรวจพื้นผิวของโรเวอร์พบโครงสร้างและแร่ธาตุที่ระบุว่าของเหลว มีจุดเชื่อมโยงไปถึงกึ่งกลางแผ่นดินของดาวอังคาร ด้วยอุณหภูมิที่เย็นและบรรยากาศบางๆบนดาว อังคารไม่อนุญาตให้มีน้ำเป็นของเหลวอยู่ที่พื้นผิวเป็นเวลานาน แต่จะรวมตัวเป็นน้ำแข็งได้รวดเร็วกว่าบนโลก จากปริมาณน้ำจำนวนมากในอดีตไหลผ่านช่องเขาได้แกะสลัก เป็นช่องทางที่ยอดเยี่ยมให้เห็นร่องรอยทางน้ำไหลเป็นประจักษ์อย่างชัดเจน

 

การอธิบายเรื่องราวของน้ำบนดาวอังคารมีความสำคัญต่อการปลดล็อกประวัติภูมิอากาศ ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจถึงวิวัฒนาการของดาวเคราะห์ทั้งหมด น้ำเป็นส่วนประกอบ สำคัญสำหรับชีวิตอย่างที่เรารู้จัก หลักฐานของน้ำในอดีตหรือปัจจุบันในระยะยาวบนดาวอังคาร จะถือเป็นหลักฐานว่าดาวอังคารเคยเป็นที่อยู่อาศัยของชีวิตหรือไม่

 

แผ่นดินที่ราบสูง-ไม่พบหลุมอุกกาบาตขนาดเล็ก

 

• ดวงจันทร์หลงทางโคจร

 

ในคืนเดือนสิงหาคมปี ค.ศ. 1877 ดวงจันทร์ดีมอส (Deimos) และดวงจันทร์โฟบอส (Phobos) ของดาวอังคารถูกพบโดย Asaph Hall และอีก 94 ปีต่อมายานอวกาศ Mariner 9 ได้มีโอกาสเข้าใกล้สังเกตการณ์ดวงจันทร์ทั้งสองขณะโคจรรอบดาวอังคาร นักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะเป็นดาวเคราะห์น้อยถูกแรงดึงดูดดาวอังคารดึงเข้ามาและมี มวลน้อยเกินไปสำหรับแรงโน้มถ่วง ลักษณะไม่กลมนักแต่คล้ายกับหัวมันฝรั่ง

 

• วงแหวนอนาคตดาวอังคาร

 

ดวงจันทร์ของดาวอังคารอยู่ในหมู่ดวงจันทร์ที่เล็กที่สุดในระบบสุริยะ ดวงจันทร์โฟบอสมีขนาด 27 x 22 x 18 กม. ด้านกลางวันมีอุณหภูมิสูง -4 องศาเซลเซียส กลางคืนยิ่งต่ำ สุดอย่างเลวร้ายที่ -112 องศาเซลเซียส การสูญเสียความร้อนที่รุนแรงนี้เป็นผลมาจากฝุ่นละออง บนพื้นผิวของดวงจันทร์โฟบอสซึ่งไม่สามารถรักษาอุณหภูมิได้และโคจรอยู่ เพียง 6,000 กิโลเมตรเหนือผิวดาวอังคารและโคจรรอบดาวอังคารวันละ 3 ครั้ง ดวงจันทร์โฟบอสค่อยๆ มุนวนเข้าชิดดาวอังคารประมาณ 1.8 เมตร แต่ละศตวรรษภายใน ระยะเวลา 40-50 ล้านปี จะชนเข้ากับดาวอังคารหรือแตกตัวและก่อตัวเป็นวงแหวนรอบดาวอังคาร

 

สำหรับดวงจันทร์ดีมอส มีขนาดเล็กเพียง 15 x 12 x 11 กม. วนเวียนอยู่รอบๆ ดาวอังคารทุกๆ 30 ชั่วโมง ทั้งคู่มีลักษณะมืดคล้ำดวงจันทร์โฟบอสสีน้ำตาล ดวงจันทร์ดีมอสสีเทา ประกอบด้วยวัสดุพื้นผิวประเภท C-type surface materials ซึ่งคล้ายกับดาวเคราะห์น้อยที่พบที่ด้านนอกของแถบหลักดาวเคราะห์น้อย (Outer Asteroid Belt)

 

• แผนเพาะเลี้ยงจุลชีพต่างดาว

 

แผนการในอนาคตได้กล่าวถึงความเป็นไปได้ ที่จะใช้ดวงจันทร์ของดาวอังคารเป็นฐานสังเกตดาวอังคาร อย่างไรก็ตามในอดีตนักวิทยาศาสตร์รัสเชีย มีเป้าหมายในการ ทดลองของโครงการยานสำรวจ โฟบอส-กรันท์ (Phobos-Grunt) เป็นโครงการเตรียมการนานกว่า 10 ปีของรัสเชีย เป้าหมายคือจะนำจุลชีพจากโลกขึ้นไปเพาะเลี้ยงพร้อมทำ การทดลองอื่นๆ และจะนำตัวอย่างหินจุลชีพต่างดาวจากดวงจันทร์โฟบอสกลับมาตรวจวิเคราะห์บนโลก แต่ยานสำรวจโฟบอส-กรันท์ ประสบความล้มเหลวระเบิดขึ้นขณะเดิน ทางออกจากโลกโครงการนี้จึงต้องยุติไป

 

แผ่นดินที่ราบสูง-ไม่พบหลุมอุกกาบาตขนาดเล็ก

 

• ค็อกเทลสารพิษ

 

การก้าวไปข้างหน้ามีทั้งข่าวดีและข่าวร้าย ปฎิบัติการทดสอบข้อมูลของฟีนิกซ์และโรเวอร์สำรวจ ตรวจพบสัญญาณของเปอร์คลอเรต ดูเหมือนจะเป็นสายไหลมาจากปล่อง ภูเขาไฟ สารเปอร์คลอเรต (Perchlorat) มีคุณสมบัติ ไม่ติดไฟแต่ช่วยให้สารอื่นติดไฟใช้กับจรวด เป็นอันตรายต่อผิวหนังทางเดินหายใจ มีผลต่อเม็ดเลือดมนุษย์ที่จะไปอาศัย บนภูมิทัศน์ดาวอังคารในอนาคต

 

หมายความว่าแบคทีเรียที่มีอยู่บนพื้นผิวถูกผสมผสานกับสารเปอร์คลอเรตเหมือนการถูกยาฆ่าเชื้อ จากนั้นก็จะถูกรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ช่วยทำลายซ้ำ นอกจากนั้นบนดาวอังคารยังมีส่วนผสมกับอีก 2 องค์ประกอบคือ เหล็กออกไซด์และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ เป็น “ค็อกเทลสารพิษ” และผลที่ได้คือแบคทีเรียตายเร็ว

 

กรณีดังกล่าวแผ่นดินดาวอังคารเหมือนเขตปลอดเชื้อ ยานที่ส่งไปเมื่อลงจอดถ้ามีเแบคที่เรียติดอยู่ด้านนอกจากโลกหรือจากอวกาศ แบคทีเรียนั้นจะถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว ช่วยขจัดความกังวลการปนเปื้อนและการติดเชื้อ แต่ข่าวร้ายก็คือการสำรวจหาแบคที่เรียเพื่อหลักฐานระบบชีวิตดั้งเดิมบนดาวอังคาร (ถ้ามี) อาจต้องขุดลึกลงไปอีก 2-3 เมตร เพราะระบบชีววิทยาของชีวิตใต้พื้นผิวดินได้รับการป้องกันจากรังสีที่รุนแรงจึงอยู่รอดได้

 

แผ่นดินที่ราบสูง-ไม่พบหลุมอุกกาบาตขนาดเล็ก

 

• งูหุ่นยนต์บนดินแดนใหม่

 

เรากำลังมีชีวิตอยู่ในยุคทองการสำรวจอวกาศ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่จะไปบุกเบิกดาวอังคาร การออกแบบโรเว่อร์อวกาศ เช่น การสร้างหุ่นยนต์งูเพื่อสำรวจดาวเคราะห์ (Serpentine Robots for Planetary Exploration - SERPEX) ในพื้นที่อับในอุโมงค์ช่องแคบใต้ดิน ในหุบผาและในซอกหิน โดยทีมวิจัยขององค์การอวกาศยุโรปและศูนย์วิจัย สหวิทยาการในอวกาศ และศูนย์อวกาศนอร์เวย์ จะนำไปใช้ในแก้ไขปัญหาการสำรวจ

 

หุ่นยนต์งูโรเวอร์สามารถเล็ดลอดสำรวจสถานที่ต่างๆบนดาวอังคารแทนมนุษย์ ทำงานในมุมมองใหม่ที่จะเข้าถึงได้รวดเร็วและง่ายขึ้น เพื่อหาที่อยู่อาศัยสำหรับการตั้งรกราก ที่หลบซ่อนในใต้ดิน และถ้าเราปรับตัวให้เข้ากับใต้ดินเป็นแหล่งอาศัยได้ เแนวคิดนี้จะเชื่อมโยงกับแนวคิดกับบ้านบนดวงจันทร์ (Moon Village) ขององค์การอวกาศยุโรป

 

หุ่นยนต์ตัวแรกชื่อว่า Wheeko Robot มีความยาว 1.5 เมตร หนัก 7 กก. ได้รับการพัฒนาแล้ว มันมีความชำนาญและความคล่องตัวที่น่าประทับใจ มี 10 โมดูล แต่ละรุ่นมีความ เป็นอิสระด้วยกลไกมีล้อขนาดเล็กทำให้หุ่นยนต์งูสามารถ เล็งไปข้างหน้าที่มีพื้นผิวเรียบและหลุมช่องที่เป็นรูได้ ดังนั้นการตั้งอาณานิคมดาวอังคารกำลังเป็นไปได้มากขึ้น ด้วยข้อมูลความรู้ของผืนแผ่นดินใหม่ จะช่วยให้สายพันธุ์ของเราทั้งหมดไปอยู่ที่นั่นได้

 

บ้านน้ำแข็งบนดาวอังคาร

 

บ้านคอนกรีตกำมะถัน บนดาวอังคาร

 

• บ้านน้ำแข็งดาวอังคาร

 

ประชากรโลกเพิ่มมากขึ้น ทรัพยากรโลกเริ่มหมดไป จึงต้องคิดหาช่องทางใหม่เพื่อความอยู่รอดของอารยธรรมมนุษย์ เป้าหมายนี้จึงมองไป ที่อาณานิคมใหม่บนดาวอังคาร การสำรวจ อย่างต่อเนื่องนับทศวรรษ ทำให้มีข้อมูลและการกำหนดแผนการไว้อย่างรัดกุมในเชิงปฎิบัติจำเป็นต้อง ค้นหาแหล่งน้ำแหล่งพลังงานและต้องนำสิ่งของจำเป็นไป ทิ้งไว้ล่วงหน้าบนดาวอังคาร เมื่อทุกอย่างพร้อมมนุษย์จะเดินทางไปในเที่ยวบินสุดท้าย

 

ในรายละเอียดอื่นๆกำลังพัฒนาและเตรียมการ เช่น เทคโนโลยีแยกน้ำเพื่อใช้บริโภค การเพาะปลูกพืชใน สภาวะแรงโน้มถ่วงน้อย ซึ่งได้เลือกสาหร่ายเป็นอันดับแรกระบบ สัญญานสื่อสารระหว่างโลกและดาวอังคารด้วยแสงเลเซอร์และรถโรเวอร์เทคโนโลยีพลังงาน แสงอาทิตย์และแรงอัดลมที่ระบบล้อ เป็นต้น

 

บนดาวอังคารขาดแคลนชั้นโอโซน (Ozone Layer) เมื่อแสงแดดฉายส่องมาพร้อมรังสีอัลตราไวโอเลตจึงไม่ถูกกรอง มีความอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ แนวคิดการสร้าง ที่อยู่อาศัยแบบต้นทุนต่ำบนดาวอังคาร คือบ้านน้ำแข็ง (Mars Ice House) เพื่อช่วยปกป้องรังสีดังกล่าว จากน้ำแข็งซึ่งมีจำนวนมากบนดาวอังคาร ด้วยวิธีออกแบบโครงสร้าง วัสดุน้ำหนักเบายึดเกาะเป็นม่านด้วยน้ำแข็ง เพราะน้ำจะสามารถกรองป้องกันอันตรายจากรังสีได้และแสงบางส่วนยังสามารถส่องผ่านเข้ามาได้ ทำให้รู้สึกปลอดโปร่งมีผลดี ในเชิงจิตวิทยา

 

• บ้านคอนกรีตดาวอังคาร

 

การอยู่อาศัยของมนุษย์ยังมีอีกแนวคิดคือ ใช้โครงสร้างวัสดุที่มีความยืดหยุ่นจากแหล่งที่มีอยู่บนดาวอังคารเอง แนวคิดนี้คือการใช้คอนกรีตโดยไม่ต้องใช้น้ำ โดยเฉพาะน้ำ เป็นทรัพยากรที่มีค่าบนดาวเคราะห์นี้ วัสดุสำคัญในการก่อสร้างบนดาวอังคารคือ กำมะถันเพราะในอดีตดาวอังคารมีภูเขาไฟเป็นจำนวนมาก จึงมีแหล่งกำมะถันมากมาย โดยนำมาให้ความร้อน 240 °C เพื่อให้กลายเป็นของเหลวผสมกับดินบนดาวอังคารแล้วทิ้งไว้ให้เย็น กำมะถันก็จะแข็งตัวมีคุณสมบัติเป็นคอนกรีตดาวอังคาร (Martian Concrete) และความแข็งแรงยังสามารถป้องกันอุกกาบาตได้ แต่มีจุดอ่อนในเรื่องป้องกันรังสี

 

หุ่นยนต์นางฟ้าวาลคิรี ผู้ช่วยบนดาวอังคาร

 

• นางฟ้าวาลคิรี

 

Valkyrie (วาลคิรี ) ทางศิลปะกล่าวว่า เป็นสัญลักษณ์ของนางฟ้าหญิงสวยงาม สวมหมวกนักรบถือหอกและขี่บนหลังม้าที่มีปีก สามารถแปลงร่างเป็นหงส์และแต่งงานกับ มนุษย์ได้ แต่ Valkyrie-R5 ของ NASA เธอสูง 6 ฟุต 2 นิ้ว น้ำหนักประมาณ 300 ปอนด์และมีราคา 2 ล้านเหรียญ ต้นแบบที่พัฒนาโดยศูนย์อวกาศจอห์นสันของ NASA จาก หุ่นยนต์บรรเทาภัยพิบัติมาสู่ระบบสนับสนุนชีวิตมนุษย์บนดาวอังคาร

 

วันข้างหน้า Valkyrie-R5 หรือลูกหลานของเธอที่ก้าวหน้าขึ้นจะช่วยให้มนุษย์ตั้งอาณานิคมดาวอังคาร หน้าที่หลักเบื้องต้นคือ คอยเผชิญหน้ากับพายุลมฝุ่นปีศาจและรังสีที่ อันตรายแทนมนุษย์ เพื่อออกไปซ่อมแซมด้านนอกที่พักอาศัย เช่น จัดตำแหน่งเสาอากาศ แผงพลังแสงอาทิตย์และระบบอากาศที่รั่วไหล เป็นต้น

 

ไฟสีฟ้ากลางอกแสดงสถานะการทำงาน สมองมีสองเครื่องคอมพิวเตอร์ (Intel Core i7) มีเซ็นเซอร์ที่หงุดหงิดคอยตรวจหาสิ่งของและสิ่งกีดขวางอยู่ตลอดเวลามีองศาอิสระ ในการเคลื่อนไหวหมุนมองซ้าย-ขวา ก้ม-เงยและหมุนคอได้ พร้อมกล้องถ่ายรูปบนศีรษ เลเซอร์สเตอริโอ 3D และวิดีโอ เพื่อให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมรอบตัวเธอพร้อมกล้อง ด้านหลังส่วนมือแต่ละข้างมี 38 เซ็นเซอร์ ช่วยการทำงานด้วยจุดหมุนองศาอิสระในการเคลื่อนไหว 7 ข้อต่อ อุ้มน้ำหนักได้ 20 ปอนด์ (บนโลก) เป็นต้น

 

SpaceX แผนอพยพมนุษย์ 200 คนแรก

 

• แผนผู้บุกเบิกก่อสร้าง

 

รายละเอียดแบบแผนการไปดาวอังคารที่ต้องให้ความสำคัญและจะมีผลต่ออนาคต คือ พื้นที่การลงจอดของยานอวกาศเพื่อ ให้มนุษย์สามารถอยู่อาศัยและปฎิบัติภารกิจได้ ราวปี ค.ศ.2035 โดยใช้ยานอวกาศที่กำลังพัฒนาและเทคโนโลยีอื่นๆที่ต้องมุ่งมั่นให้ประสบผลสำเร็จ นักบินอวกาศจะต้องเข้าถึงน้ำจากน้ำแข็งหรือแร่ธาตุที่มีไฮโดรเจน อยู่ใกล้กับพื้นผิวและพื้นที่ราบขนาดใหญ่เพื่อสร้างที่อยู่อาศัย

 

นอกจากนี้ยังต้องการวัตถุดิบในการก่อสร้าง ได้แก่ เหล็กอลูมิเนียม ซิลิคอน หินก้อนหินกรวดสำหรับสร้างถนน แน่นอนว่าการเดินทางระยะไกลไปในส่วนลึกอวกาศย่อมมี ความเสี่ยงภัยเป็นการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษย์ที่จะต้องจารึกไว้ แม้ว่าอาจจะไม่ได้กลับคืนชีวิตสู่โลกก็ตาม

 

ความสำคัญคือนักอวกาศผู้บุกเบิกรู้ว่าการเดินทางครั้งนี้อาจต้องถึงขั้นเสียสละชีวิต อาจพบเห็นสิ่งที่ไม่เห็นรู้จักมาก่อนทั้งในอวกาศและบนดาวอังคารทุกๆนาที ถ้าทุกอย่าง สำเร็จมนุษย์บนโลกก็จะไปโอกาสเดินทางไปนับร้อย นับหมื่นหรืออาจเป็นจำนวนหลักล้านในเวลา ไม่เกิน 100 ปีข้างหน้า

 

• แผนอพยพมนุษย์ 200 คนแรก

 

อย่างไรก็ตามอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ นี่คือแผนการที่ท้าทายของ Elon Musk (อีลอน มัสก์ - ผู้ก่อตั้ง ผู้บริหารของ SpaceX) สำหรับการตั้งรกรากบนดาวอังคารภายใน 5 ปี และอาจมีความหวังว่าจะได้ราคาตั๋วลดลงไปเหลือ 100,000- 200,000 เหรียญในระยะต่อไป ทำให้การเดินทางสู่ดาวอังคารกลายเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้นในปี ค.ศ. 2022 เขาวางแผนให้ยานอวกาศอย่างน้อย 2 ลำ เพื่อลงจอดยืนยันแหล่งน้ำ ตรวจสอบอันตรายและสถานที่ในการทำเหมืองแร่ เพื่อโครงสร้างพื้นฐานรองรับการสนับสนุนชีวิต

 

สำหรับเที่ยวบินอวกาศในอนาคต ในปี ค.ศ. 2024 เขาต้องการเห็นยานอวกาศ 4 ลำ ซึ่ง 2 ลำมีลูกเรือลำละ 100 คน รวม 200 คน และอีก 2 ลำจะบรรทุกวัสดุในการสร้างคลัง เชื้อเพลิง แผงโซลาร์เซลล์ อุปกรณ์การทำเหมืองแร่และอุปรณ์การผลิตน้ำ การปรับปรุงที่สำคัญตามแผนคือ ยานอวกาศระบบขนส่งมวลชนเรียกว่า Interplanetary Transport System คาดว่าจะมีผู้คน 100-200 คนแรกเดินทางไปยังดาวเคราะห์แดง

 

 

Panorama Infographics

 

10 เรื่องสำคัญของดาวอังคาร

 

1.ขนาด

ดาวอังคารมีขนาดเล็กกว่าโลก ถ้าดวงอาทิตย์ใหญ่เท่ากับลูกฟุตบอล ดาวอังคารจะมีขนาดเล็กกว่าหัวเข็มหมุดเล็กน้อย

 

2.ตำแหน่งในระบบสุริยะ

ดาวอังคารเป็นดาวเคราะห์อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่ 4 ที่มีระยะห่างประมาณ 228 ล้านกิโลเมตร (142 ล้านไมล์) หรือ 1.52 AU

 

3.วัน เดือน ปี

หนึ่งวันบนดาวอังคาร เท่ากับ 25 ขั่วโมงของโลก หนึ่งปีบนดาวอังคาร เท่ากับ 687 วันของโลก

 

4.ลักษณะพื้นผิว

ดาวอังคารเป็นดาวเคราะห์หิน (Terrestrial planet) พื้นผิวแข็งมีเปลือกเช่นโลก โดยมีการเปลี่ยนแปลงจากภูเขาไฟในในอดีต การชนปะทะจากอุกกาบาต และจากพายุพัดหอบ หินฝุ่นทราย (Dust storm) นอกจากนั้นยังมีแผ่นดินไหวที่รุนแรงมากว่าโลก เนื่องจากเปลือกดาวอังคารมีความอ่อนแอกว่าโลก ฉายาของดาวอังคารคือ ดาวเคราะห์สีแดง (Red Planet) เนื่องจากพื้นผิวประกอบด้วยแร่เหล็ก (Iron minerals) เกิดสนิม (Oxidize) เหนือผิวดินเต็มไปด้วยฝุ่นเล็กๆจึงมองเห็นเป็นสีแดง

 

5.บรรยากาศ

ชั้นบรรยากาศดาวอังคารมีลักษณะเบาบางก๊าซออกซิเจนมีน้อยมาก ประกอบด้วยส่วนใหญ่ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2), ไนโตรเจน (N2), และอาร์กอน (Ar)

 

6.ดวงจันทร์

ดาวอังคารมีดวงจันทร์ 2 ดวง ชื่อ โฟบอส (Phobos) และดีมอส (Deimos) ซึ่งมิใช่ดวงจันทร์ดั้งเดิมของดาวอังคาร แต่เป็นดาวเคราะห์น้อย (Asteroid) ถูกดึงดูดเข้ามา ในวงโคจร

 

7.วงแหวน

ดาวอังคารไม่มีวงแหวน

 

8.ยานสำรวจ

ยานสำรวจดาวอังคารในปัจจุบันมีมากกว่า 40 ลำ และยานสำรวจ Mariner 4 เป็นยานลำแรกที่ลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคาร ในปี ค.ศ 1965

 

9.เอื้อต่อระบบชีวิต

ในอดีตที่ผ่านมาดาวอังคารไม่สามารถสนับสนุนระบบชีวิตได้ แต่อนาคตต่อไปมีเป้าหมายทางวิทยาศาสตร์ สามารถสร้างศักยภาพให้ระบบชีวิตบนดาวอังคารเพื่อตั้ง อาณานิคมมนุษย์และนำทรัพยากรมาเกื้อหนุนโลก

 

10.สนามแม่เหล็ก

ปัจจุบันสนามแม่เหล็กบนดาวอังคารสาบสูญไปสิ้น จากการสำรวจพบร่องรอยว่าเคยมีสนามแม่เหล็กในอดีต