การสำรวจทางดาราศาสตร์ี : ศตวรรษที่ 19 [ หน้าที่ 1/2 ]
    Since : January 23, 2007                                                                                                                                Latest update : Apr 18, 2009
 
0
Home
0
จักรวาลวิทยา
0
ดาราศาสตร์
0
ระบบสุริยะพิเศษ
0
ระบบสุริยะ
0
โลกสีน้ำเงิน
0
แร่วิทยา
0
รายงานพิเศษ
0
ซันฟาวเวอร์
0
Non-profit organization
 
 
 
    การสำรวจทางดาราศาสตร์ี : ศตวรรษที่ 19 [ หน้าที่ 1/2]
 
 
 
เพื่อเป็นการบันทึก ประวัติด้านดาราศาสตร์ เนื่องใน
ปีแห่งดาราศาสตร์สากลหรือ International Year of Astronomy (IYA2009)
รวบรวมการสำรวจพบครั้งสำคัญจากนักดาราศาสตร์ จากฐานข้อมูล
Astronomy Magazine และ Western Washington University
ระหว่าง ค.ศ. 1600-2000 ตามลำดับปีดังนี้
 
 
 
 
 
Henrietta Leavitt ค.ศ.1912
 
   
 
 
Henrietta Leavitt สำรวจพบความลับของ Cepheid variable star (ดาวแปรแสง)
ใน Small Magellanic Cloud โดยทราบว่ามีแบบอย่างพฤติกรรม เรื่องคาบการส่อง
สว่าง (Period-luminosity) ที่สัมพันธ์กับระยะทาง
 
 
Small magellanic cloud
 
 
Robert Innes ค.ศ.1915
 
   
 
  Robert Innes สำรวจพบดาว Proxima Centauri เป็นดาวในกลุ่ม Alpha Centauri
ระบบ Triple system (ระบบดาว 3 ดาว) ประเภท Red dwarf star (ดาวแคระสี
แดง) มีตำแหน่งใกล้ดวงอาทิตย์ในระบบสุริยะที่สุด
 
 
Proxima Centauri
 
 
Arthur Eddington ค.ศ.1919
 
   
 
 
Arthur Eddington เชื่อกฎเกณฑ์ของ Einstein's ในทฤษฎี General theory of
relativity จึงพิสูจน์ด้วยการสำรวจ สุริยคราส เพื่อนำมาเปรียบเทียบตำแหน่งดาว
พบว่าแสงเดินทางไม่เป็นเส้นตรง ซึ่งเป็นจริงตามที่ Einstein's ทำนายไว้
 
 
Solar eclipse
 
 
Edwin Hubble ค.ศ.1923
 
   
 
 
Edwin Hubble สำรวจพบ Cepheid variable star (ดาวแปรแสง) ใน M31 หรือ
Andromeda Galaxy โดยใช้หลักเกณฑ์ของ Henrietta Leavitt เรื่อง คาบการส่อง
สว่าง (Period-luminosity) ที่สัมพันธ์กับระยะทาง แสดงตำแหน่งข้างเคียงของ
M31 ในเห็นว่าใกล้กับ Milky Way เป็นที่มาให้ทราบว่าเป็นกาแล็คซี่ที่อยู่เคียงข้าง
กันเป็นครั้งแรก
 

 
Andromeda Galaxy
 
 
Edwin Hubble ค.ศ.1929
 
 
Edwin Hubble สำรวจกาแล็คซี่ต่างๆในจักรวาล มากกว่า 12 กาแล็คซี่ โดยพัฒนา
เรียนรู้ระยะทางกับสเปกตัมของแสง (Distances and spectra) ทำให้พบกาแล็คซี่
ในตำแหน่งที่ห่างไกลได้มากขึ้น
 
 
M66
 
 
Clyde Tombaugh ค.ศ.1930
 
   
 
 
Clyde Tombaugh สำรวจพบดาวพูโต โดยข้อมูลในขณะนั้นเชื่อว่าดาวพูโตมีขนาด
ใหญ่แต่ด้วยระยะทางจึงมองเห็นเล็ก และถูกรบกวนการเคลื่อนไหวจากดาวเนปจูน ภายหลัง ค.ศ.2006 ดาวพูโตถูกจัดไว้ในประเภท ดาวเคราะห์แคระ (Dwarf planet)
 
 
Pluto
 
 
Karl Jansky ค.ศ.1931
 
   
 
 
Karl Jansky สำรวจพบ การเปล่งคลื่นวิทยุ (Radio emission) จากใจกลางของ
Milky way จึงได้ทำการสร้างเสารับสัญญานวิทยุแบบหมุนได้ เพื่อหาข้อมูลและ
ทำการศึกษาในเวลาต่อมา
 
 
Radio emission จากใจกลางทางช้างเผือก
 
 
Fritz Zwicky ค.ศ.1933
 
   
 
 
Fritz Zwicky สำรวจมวลสสารที่มองเห็น (Visible matter) ซึ่งอยู่ภายในกาแล็คซี่
ของ Coma cluster อย่างกว้างใหญ่ไพศาล แต่กลับมีลักษณะไม่เพียงพอที่จะผูก
มัดติดกันอย่างมีขอบเขต โดย Cluster เหล่านั้นมีความต้องการปริมาตรสสารมาก
กว่ากาแล็คซี่ 10 เท่า จึงเป็นครั้งแรกแสดงให้ปรากฎเรื่อง สสารมืด (Dark matter)
ในบริเวณที่แสงผ่านไม่ได้ เนื่องจากการครอบงำดังกล่าว
 
 
Coma cluster
 
 
Gerard Kuiper ค.ศ.1944
 
   
 
 
Gerard Kuiper สำรวจดวงจันทร์ Titan ของดาวเสาร์ ค้นหาหลักฐานบรรยากาศ
ที่มีความหนาแน่นกว่าโลก และสืบค้นบรรยากาศรอบๆดวงจันทร์ ในระบบสุริยะ
พบว่า ดวงจันทร์ Titan มีสภาพอากาศเป็นหมอกแดด (Hazy air blocks) เหนือ
พื้นผิวจนเห็นเป็นคลื่น มีฝน Methane ตกบนพื้นผิว จนเกิดเป็นทะเลสาบ
 
 
พื้นผิวดวงจันทร์ Titan ของดาวเสาร์
 
 
ดวงจันทร์ Titan
 
 
Radio galaxies ค.ศ.1948
 
 
เป็นครั้งแรก ที่นักดาราศาสตร์ สำรวจ Radio galaxies (ดาราจักรคลื่นวิทยุ) พบว่า
มีสันฐานเป็นพู (หรือลอน) ขนาดใหญ่ ของการเปล่งคลื่นวิทยุออกมาสู่ด้านนอก
ทำให้เห็นเหมือนกาแล็คซี แยกออกจากกันคล้าย Sandwiched
 
 
Radio Galaxy Fornax A ตรงกลางคือ กาแล็คซี่ NGC 1316 สีส้มคือคลื่นวิทยุที่เปล่่งออกมา
 
 
Maarten Schmidt ค.ศ.1963
 
   
 
 
Maarten Schmidt สามารถสำรวจ ค่าความผิดปกติที่เกิดขึ้นของสเปกตัม จาก
การเปล่งคลื่นวิทยุวัตถุจากดาว ด้วยการโอนถ่ายพลังงานของควอซาร์ (Dubbed
Quasars) จากกาแล็คซี่แหล่งคลื่นวิทยุ
 
 
3C273 Quasar
 
 
Jocelyn Bell ค.ศ.1967
 
   
 
 
Jocelyn Bell สำรวจลักษณะพิเศษของวัตถุ ที่เปล่งคลื่นวิทยุออกมาแบบทุุกๆวินาที
(Powerful radio) ต่อมาในปีเดียวกัน Thomas Gold ให้ความหมายว่า พัลซาร์
(Pulsars) เป็นลักษณะดาวแสดงการบีบเบียดกันของ Atomic nucleus ปรากฎขึ้น
จากการยุบตัวของดาวขนาดยักษ์ (Massive stars) แล้วระเบิดเป็น ซูเปอร์โนวา
(Supernovae) ส่งผลให้เกิดดาวนิวตรอน (Neutron stars) ตามมา เช่นตัวอย่าง
Crab Nebula
 

 
Crab Nebula
 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



 
 
       © copyright sunflowercosmos 2007-2017