แนวโน้มด้าน สุขอนามัย น้ำ อาหาร มลพิษ บ้านอยู่อาศัย [หน้า 1/3]
    Since : January 23, 2007                                                                                                                                Latest update : Feb 21, 2009
 
0
Home
0
จักรวาลวิทยา
0
ดาราศาสตร์
0
ระบบสุริยะพิเศษ
0
ระบบสุริยะ
0
โลกสีน้ำเงิน
0
แร่วิทยา
0
รายงานพิเศษ
0
ซันฟาวเวอร์
0
Non-profit organization
 
 
 
   การตั้งถิ่นฐาน สภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์ใน 100 ปี ข้างหน้า
   ตอน: แนวโน้มด้าน สุขอนามัย น้ำ อาหาร มลพิษ บ้านอยู่อาศัย [หน้า 1/3]
 
 
อพยพถิ่นฐานในอดีต มาตั้งรกรากจนเป็นเมืองใหญ่
 
 
ทางชีววิทยากล่าวว่า ที่ใดมีแหล่งอาหาร ที่นั้นย่อมพบสิ่งมีชีวิตได้ ตัวอย่าง เช่น
ในบ้านของเราบริเวณที่มีแมลง ตัวเล็กๆบินเต็มไปหมด ที่นั่นเราจะพบว่ามีจิ้งจก
หรือตุ๊กแก ถ้าอยู่ในสภาพที่เหมาะสมอาจจะพบงูคอยมา กินจิ้งจกและตุ๊กแกต่อ

ระบบของมนุษย์เช่นกัน อดีตมักจะตั้งรกราก ในแถบลุ่มแม่น้ำ เนื่องจากน้ำเป็น
ปัจจัยแห่งการดำรงชีพ การเพาะปลูก ปศุสัตว์ การคมนาคม ในขณะนั้นฤดูกาล
เป็นปกติ แม้ว่าอาจมีเหตุอุทกภัยบาง แต่มีระยะเวลาทิ้งช่วงห่างกันของการเกิด
ไม่มีผลกระทบจาก ปฏิกิริยาเรือนกระจก เช่นวันนี้

เพราะฉะนั้น ภาพรวมประชากรกว่าครึ่งโลก มักมีที่อยู่อาศัยติดริมฝั่งน้ำ เช่น
แม่น้ำขนาดใหญ่ ทะเล มหาสุมทร จะสังเกตเห็นเมืองท่าสำคัญ ของโลกตั้งอยู่
ริมฝั่งทะเลทั้งสิ้น มีความเจริญรุ่งเรืองด้านเศรษฐกิจการค้า ด้วยระบบของการ
คมนาคมคอยเอื้อประโยชน์ต่อเมืองที่มีทำเลเช่นนั้น

ความเจริญรุ่งเรือง กลายมาเป็นความหนาแน่น ความหนาแน่นกลายมาเป็นปัญหา
ด้านสิ่งแวดล้อม สุขอนามัย น้ำ อาหาร และอากาศ ตามลำดับพบได้โดยทั่วไป
เป็นพื้นฐาน แม้ว่าจะไม่เกิดวิกฤตใดๆจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลก
 
 
อ่าวฮ่องกง เมื่อ 50 ปีที่แล้ว ค.ศ. 1958
 
 
ฮ่องกง ค.ศ.2008 เมืองเศรษฐสำคัญของเอเชีย รุ่งเรืองไปพร้อมมลพิษหลายรูปแบบ
 
 
เพียงระยะเวลาต่างกัน 50 ปี แทบไม่สามารถนึกคิดได้ว่าเมืองท่าเล็กๆ ฮ่องกง
ในอดีตกลับกลายเป็นเมืองที่ทันสมัย ใหญ่โต เต็มไปด้วย แสงสีที่ตระการตา
เรายังไม่ได้พูดถึง กรุงเทพ และอีกหลายเมืองในทุกทวีูปมีรูปแบบเช่นเดียวกัน

วันนี้ไม่เพียงแต่เมืองท่าติดฝั่งทะเล ที่มีประชากรหนาแน่นเท่านั้น เมืองในหลาย
ประเทศแสดงตัวเลขความหนาแน่น เป็นแหล่งกระจุกตัวของประชากร ด้วยระบบ
คมนาคมที่สะดวก ไม่ว่า รถไฟ รถยนต์ และเครื่องบิน ทั้งหมดจึงเป็นสาเหตุหลัก
ร่วมกันสร้างปมปัญหา ที่แกะออกจากกันยากขึ้นทุกวัน

แท้จริงแล้วการเกิดเมืองใหญ่ เพื่อให้มีความก้าวหน้าด้านเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ดี
ประเด็นคือ ขาดความดูแลเอาใจใส่ที่ดี ขาดการวางระบบที่ถูกต้อง หากมีการ
วางแผนที่ดีปัญหาด้านพื้นฐานต่างๆ ของประชากร ก็เกิดน้อยลงได้

ประเมินว่านับแต่ปี ค.ศ. 2007 โลกจะมีประชากร 3.18 พันล้านคน ที่แออัดใน
เมืองใหญ่ เป็นอัตรา 49% จากประชากรโลกที่มีอยู่ทั้งหมดราว 6.67 พันล้านคน
อีกไม่นานเราคงบันทึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ครั้งแรกของโลกว่า ถิ่นที่อยู่ใหม่
ประชากรโลกมากกว่าครึ่ง ถูกพัฒนาจากชนบท ให้กลายเป็นเมืองใหญ่

สิ่งที่ปรากฏควบคู่กันไปนั้น คือ การโหมใช้สภาพแวดล้อมจากปริมาณเพิ่มของ
ประชากร ยังผลกระทบไปสู่ แม่น้ำลำคลอง การทำลายแหล่งอาศัยของสัตว์
การผันแปรของสภาพอากาศ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ทายไม่ถูกอย่างมากมาย
ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ค้ำจุนให้มนุษย์อยู่อย่างสบายและปกติสุข

คำถามในวันนี้มีนับร้อยประการ ว่ามนุษย์จะต้องพบกับการสูญเสียทางธรรมชาติ
อย่างถาวรหรือไม่ ประการแรกคือ การแก้ไขและหาหนทางออกต่อประชากร
ในแหล่งชุมชนแออัดทั่วโลก ที่มีความหนาแน่นเพิ่มมากตลอดเวลา ต่อมาเรื่อง มลพิษของ โรงงานเขตเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่ปนเปื้อนสู่น้ำและอากาศ ทั้งสอง
ประเด็นเป็นที่จะช่วยผ่อนคลายปัญหาได้ในระดับหนึ่ง เพื่อเตรียมรับต่อปัญหา
อื่นๆจาก สภาวะโลกร้อนที่จะตามมาอีกเรื่อง

การไม่หยุดยั้ง ลดถอยของการอพยพสู่เมือง เพราะเหตุจากพื้นฐานเศรษฐกิจ
ในเมืองดีกว่าชนบทและ ด้วยความยากจนของประชากร จากมุมมองที่ถูกต้อง
จำต้องให้ความสำคัญ ต่อการพัฒนาชนบทให้เป็นเมืองที่กลมกลืนสอดคล้องกับ
สภาพธรรมชาติเพื่อที่มนุษย์ สามารถใช้เป็นแหล่งที่อยู่และยังเป็นแหล่งอาศัย
ของสัตว์ต่างได้

ผลกระทบจากความเจริญของเมืองเป็นสิ่งที่เราชอบ รู้ลึกว่าสะดวกดี แต่สัตว์และ
พืชพันธ์ทั้งหลายไม่ชอบ จึงสูญหายตายลง เกิดขบวนการขาดตอนทางระบบนิเวศ
สุดท้ายกระทบถึงระบบของมนุษย์อย่างหลากหลายประเด็น

หากเราสามารถทำให้ ชนบทสะดวกขึ้นระดับหนึ่ง มีหนทางพอต่อการดำรงชีพ
สามารถหลีกเหลี่ยงปัญหา สงครามสภาพแวดล้อมดังเช่นที่เกิดกับเมืองใหญ่ได้
 
 
สิงค์โปร์ ตัวอย่างที่ต้องยอมรับ เรื่องการวางระบบสภาพแวดล้อม
 
 
หลายคนอาจจะบอกว่า สิงค์โปร์เป็นเมืองที่มีประชากรน้อย จึงจัดระบบได้ง่ายกว่า
ข้อเท็จจริงเมืองที่มีประชากรน้อยกว่าสิงค์โปร์ ก็ยังทำไม่ได้นับหลายพันเมือง ทั้งนี้องค์ประกอบ
คือการวางแผนล่วงหน้า ที่มีนโยบายชัดเจนน่าจะเป็นเรื่องสำคัญกว่า และปัจจุบันได้
จัดทำระบบเขื่อนป้องกันน้ำทะเลหนุน เข้าตัวเมืองเสร็จเรียบร้อยแล้ว
โดยหลายประเทศ ยังไม่ข้อสรุปใดๆ
 
ผลกระทบพื้นฐาน เริ่มจากน้ำ ตามด้วยอากาศ
 
 
ในเชิงประวัติศาสตร์ มนุษย์รู้จักวิธีบริโภคน้ำสะอาด รู้จักการใช้ห้องน้ำ ห้องส้วม
ที่ถูกสุขลักษณะ มาประมาณ 100-150 ปีนี้เท่านั้น ตลอดศตวรรษที่ 19 จึงเกิด
อุตสาหกรรมด้านการประปา สำหรับการใช้น้ำสะอาดไปในวงกว้าง แต่ได้ลืมเรื่อง
ระบบน้ำทิ้งที่ถูกต้อง จนกระทั่งพลิกกลับ เกิดปัญหาสู่ด้านระบบกำจัดน้ำเสียที่เกิด
หลังจากการใช้น้ำสะอาดแล้ว

วันนี้พบว่า มีประชากรในเมืองทั่วโลก 1 พันล้านคน รอคอยระบบกำจัดน้ำเสียและ
จากศึกษาพบว่า ไม่มีงบประมาณเพียงพอเนื่องจากปริมาตรที่ใหญ่โต จำนวนของ
ประชากร 1 พันล้าน มีเด็กทารกเป็นจำนวนนับล้านรับผลกระทบโดยตรงต่อกรณี
ดังกล่าว ด้วยความเจ็บป่วยจากการแพร่เชื้อโรคเป็นจำนวนมาก

จากการที่รัฐไม่สามารถดำเนินการทางกฎหมาย ต่อกลุ่มที่ทำให้เกิดปัญหาเรื่อง
น้ำเสีย การบริหารจัดการการปกครองส่วนท้องถิ่น ขาดงบประมาณ ผลกระทบจึง
เป็นลูกโซ่ การคลี่คลายเรื่องนี้ รัฐต้องมีศักยภาพ ดำเนินการจัดระบบน้ำสะอาดไป
พร้อมๆกับดำเนินการ ระบบกำจัดน้ำเสียในคราวเดียวกัน จึงสามารถลดปัญหาด้าน
สุขอนามัย ลงได้ในอนาคต
 
 
ห้องน้ำสมัยโบราณ ยุคอินคา
 
 
ระบบปะปาโบราณ สมัย Alexander ก่อนคริสต์ศักราชราว 300 ปี
 
 
เห็นได้ว่านับแต่ยุคโบราณ ให้ความสำคัญระบบน้ำต่อประชากรในเมืองอย่างมาก
การทิ้งน้ำเสียจากบ้านเรือนไปสู่คูคลอง แน่นอน เป็นการทำลายสภาพแวดล้อม
ทำให้สัตว์น้ำไม่สามารถอยู่อาศัยได้ กรณีดังกล่าวนั้นถึงปัจจุบันมีโรงบำบัดน้ำเสีย
เกิดขึ้นมากมาย แต่ยังไม่เพียงพอต่อปริมาตรที่ประชากรทิ้งน้ำเสียออกไป

ทั้งหมดเป็นต้นทุนที่สูงจากการนำน้ำเสียกลับสภาพสู่น้ำดีที่สะอาดและต้องรวมถึง
เรื่องขจัดขยะที่มีปริมาณมาก ทำลายยากอีกเรื่องไปด้วย

สภาพอากาศ ที่ผ่านมามีผลกระทบต่อโลกน้อยมาก เพราะฉะนั้นเราจึงมีความรู้ใน
เรื่องนี้จากอดีตไม่มาก อนาคตสิ่งที่เราต้องเผชิญหน้า คือ สภาพของมลพิษทั่วไป
ไม่ใช่เฉพาะเขตเมืองอุตสาหกรรมเท่านั้น ด้วยปริมาณมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

ฝุ่น เขม่าไอเสีย โรงงาน ความร้อนสะสม จากอุปกรณ์เครื่องอำนวยความสะดวก
ตั้งเครื่องปรับอากาศ มอเตอร์ตัวเล็กในคอมพิวเตอร์ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หายไปทันที
ต้องใช้เวลาและขบวนการทั้งสิ้น

จากค่าสะสมจากแหล่งที่หนาแน่นของประชากร กลไกของอากาศ เป็นตัวส่งเสริม
ทำให้กระจายไปสู่แหล่งอื่นๆอย่างควบคุมไม่ได้ ผู้รับเคราะห์คือประชากรทุกคนที่
อาศัยอยู่บนโลก

อนาคตอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า ประชากรเมืองใหญ่จะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในเรื่อง
การทิ้งขยะ กำจัดน้ำเสีย คิดเป็นน้ำหนักหรือปริมาตร ต่อครัวเรือนและจะไม่ได้ทิ้ง
ขยะ ทิ้งน้ำเสีย กันแบบตามสบายเช่นวันนี้
 
 
เมือง Babylon ตัวอย่างในอดีต ต้องปลูก พืชผัก ผลไม้ไว้บริโภคเอง
 
อาหารประเภทพืช ผัก ใกล้ตัว บริการสวนครัวในบ้าน ได้รับความนิยม
 
 
จะเริ่มเห็นภาพการขาดแคลนอาหาร เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อนาคตอาจต้องมีกฎหมาย
การควบคุม กักตุนอาหารที่รัดกุมขึ้นไปอีก และเป็นกรณีพิพาท นำไปสู่การแย่งชิง
โดยเฉพาะประเทศผู้ผลิตอาหาร จะมีอำนาจต่อรองด้านเศรษฐกิจระดับโลก

อาหารที่ถูกตัดต่อพันธุกรรมมากขึ้น ในวันนั้นเมื่อเกิดการขาดแคลนอย่างรุนแรง
สำหรับประเทศที่ยากจน จำเป็นต้องยอมรับการบริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะนี้
ไม่แน่ใจว่า อาหารลักษณะตัดต่อพันธุกรรมจะแสดง ผลเสียอย่างไรบ้างกับระบบ
พัฒนาการ ระยะยาวในร่างกายมนุษย์

ผลผลิตของอาหารที่เก็บกักไว้ สำหรับประชากรเมือง ยังไม่ได้ขาดแคลนรุนแรง
ในขณะนี้ แต่ในบางกรณีเมืองใหญ่อาจต้องพบกับความท้าทาย จากการเปลี่ยน
โฉมหน้าของเกษตรกร ดังเช่นเมื่อพันปีที่แล้ว

เมืองหลวงโบราณ Babylon เป็นตัวอย่างในอดีต ที่ประชากรของเมืองหลวงต้อง
ปลูกพืชผัก สวนครัวกินกันเอง เพราะเหล่าเกษตรกรบางส่วนได้เปลี่ยนอาชีพไป
ทำงานในเมืองเพราะค่านิยมที่ดีกว่า ทำให้ไร่นาถูกทิ้งร้างว่างเปล่า

ตัวอย่างที่คล้ายกันเช่นนี้ เกิดขึ้นในหลายประเทศที่พัฒนาและกำลังพัฒนาโดย
เฉพาะประเทศไทย แม้มีพื้นที่สำคัญผลผลิตมากก็จริง แต่มีปัจจัยผลกระทบทำให้
ลดลงหายไป ด้วย 3 ประการคือ

1.มุ่งสู่อาชีพด้านพาณิชยกรรม และอุตสาหกรรม ด้วยรายได้ที่ดีกว่าและค่านิยม
2.การขยายตัวเมืองออกไป ด้วยความเจริญ แม้ว่าจะมีการวางผังเมืองไว้เป็น
  พื้นที่สีเขียว แต่พื้นที่ด้านการเกษตร กลับรอราคาขึ้นของที่ดินและความเจริญ
  ทำให้การเพาะปลูกลดลง
3.พื้นที่บางแห่ง แห้งแล้ง หรือน้ำท่วมจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงก่อให้เกิด
  ปัญหาขาดแคลน พืชผักสำหรับบริโภค และมีราคาสูงขึ้นมาก รวมทั้งอาจเผชิญ
  ต่อโรคติดต่อใหม่ๆ

เพราะฉะนั้น การกลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจขั้นมูลฐาน ที่มีองค์ประกอบแบบอดีต
มีสวนครัวเองภายในบ้าน การปลูกพืชผลไม้ไว้บริโภคเองตามสมควร จะเป็นแนว
ทางที่จะต้องนำกลับมาใช้ สำหรับประชากรเมืองในอนาคต
 
 
แนวทางธุรกิจใหม่ Kitchen garden service จะเกิดขึ้น
 
 
แต่ประชากรในเมือง อาจมีปัญหาด้านเวลาไม่เอื้ออำนวยในการดูแล บำรุงรักษา
ผลผลิตและความชำนาญ มีแนวโน้มที่จะเกิดธุรกิจใหม่ บริการดูแลสวนครัวภายใน
บ้านซึ่งประหยัดกว่าที่จะจ้างคนทำสวนเพราะเนื้อที่น้อย

ทั้งนี้เงื่อนไขความนิยมเพราะ ได้รับการบริโภคพืชผักที่มีความสด ปลอดภัยจาก
จากสารเคมีและยาฆ่าแมลง 100% ทั้งไม่ต้องสูญเสียค่าพลังงานซึ่งเดิมต้องซื้อ
จากตลาดนำมาแช่ไว้ในตู้เย็น มักจะเน่าเสียใช้ไม่หมดเป็นส่วนใหญ่
 
 
การทำสวนครัวภายในบ้าน ถ้ามีพื้นที่เหลือใช้ เป็นสิ่งที่ควรเริ่มต้นแต่วันนี้
 
 
ปัญหาใหญ่คือค่านิยม ที่มักเน้นปลูกไม้ดอกไว้เพื่อความสวยงามของบ้าน หากเรา
สามารถเจียดพื้นที่ ปลูกพืชผักสวนครัวไว้อย่างจริงจัง นับแต่วันนี้เราจะเห็นผลเรื่อง
ความสด ปลอดภัย ต่อสุขภาพ ประหยัด ในทันทีโดยลงทุนน้อย

มีแบบอย่างที่น่าสนใจ ในประเทศญี่ปุ่น ย่านพักอาศัยชานเมือง ซึ่งมีที่ดินเหลือใช้
มักนิยมปลูกพืชสวนครัว บางครั้งรับประทานไม่หมด ก็จะแจกจ่ายไปยังบ้านใกล้
เรือนเคียง ช่วยเป็นการใช้ผืนดินอย่างคุ้มค่า พร้อมใช้การปลูกพืชเพื่ออกกำลังกาย
และการแจกจ่ายพืชพันธ์แลกเปลี่ยนกัน เป็นส่วนส่งเสริมความเป็นมิตรที่ดีต่อกัน
การปฎิบัติดังกล่าว สามารถพบเห็นมาตลอดนับสิบปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคจะมีสิ่งกังวลใจ เรื่องพืชผลตัดต่อพันธุกรรมมากขึ้น แม้ว่า
ยังไม่มีการรายงานชัดเจนต่อปัญหานี้ อย่างน้อยต้องตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลง
ที่ส่งผลกระทบด้านอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูป ที่พยายามลดต้นทุนการผลิต
เพื่อให้มีกำไรเพิ่ม โดยทุ่มโฆษณาให้ผู้บริโภคตามไม่ทันและลืมจุดอ่อนสินค้า
ท้ายที่สุด สังคมรุ่นใหม่จะชินชาต่อสินค้าประเภทนี้เหมือนปกติว่าปราศพิษสงต่อ
การทำลายสุขภาพ และชีวิตในระยะยาว
 
 
 
 


 
 
       © copyright sunflowercosmos 2007-2017