เมื่อคุณไปเป็นดาวถูกหลุมดำดูดกลืน

 

KIC 8462852 Dyson Spheres
เมื่อคุณไปเป็นดาวถูกหลุมดำดูดกลืน
 

เมื่อกล่าวถึงหลุมดำ (Black Hole) ฟังดูน่าตื่นเต้น คล้ายกับเป็นสิ่งที่มีอิทธิฤทธิ์ เพราะมองไม่เห็นและยังดูดกลืนสิ่งต่างๆได้แม้กระทั่งแสง นับว่าเป็นความสามารถที่ไม่มีอะไร เปรียบเทียบได้ จนรู้ลึกว่าบางครั้งหลุมดำคือ เครื่องจักรที่อันตรายต่อดาว (Star) ในจักรวาล (Universe) ไม่ว่าดาวดวงนั้นจะเคยใหญ่โตเพียงใด เมื่อโคจรเข้าใกล้จะถูก หลุมดำ กระชากดูดกลืนในทันที

 

บริเวณใจกลางกาแล็คซี่ (Galaxy) ทั่วไปจะมีหลุมดำขนาดยักษ์สิงสถิตย์ ลักษณะพิเศษคือ มีมวลมหาศาล (Supermassive Black Hole) จากเหตุที่เป็นจุดรวมการดูด กลืน มวลของดาวจำนวนมากและเปี่ยมล้นไปด้วยรังสี X จึงสะสมพลังงานสูงย่างยิ่งยวดไหลรินออกมาคล้ายแนวสันร่อง ในทางช้างเผือกพบแนวสันร่องการเปล่งรังสี X (Galactic ridge X-ray emission) มีความร้อนสูงนับ 100 ล้านองศา ออกมาถึง 473 แหล่ง ส่วนพื้นทีอวกาศที่ว่างเปล่าทั่วไปนั้นเต็มไปด้วยหลุมดำ แต่มีขนาดเล็ เส้นผ่าศูนย์กลางไม่กี่ กิโลเมตร และยังสามารถโคจรเคลื่อนที่ไปคล้ายจะคอยล่าหาเยื่อคือ ดวงดาวที่ผ่านมา

 

หากคุณใคร่อยากจะสัมผัสอิทธิฤทธิ์หลุมดำเพื่อเป็นครั้งหนึ่งในชีวิต เราจะพาไปลองว่าจะเกิดอะไรขึ้นจะเหมือนในภาพยนต์หรือไม่ โดยขอให้คุณจิตนาการ ตัวคุณเอง เป็นดาวดวงใหญ่สักดวงที่กำลังโคจรอยู่ในทางช้างเผือก (Milky Way Galaxy)

 

เริ่มต้นขึ้นคุณคือดาวนามว่า The Sun มีขนาดใหญ่กว่าโลก 1.3 ล้านเท่า และกำลังเติบใหญ่เป็นวัยกลางคนคือมีอายุ 4.6 พันล้านปี โคจรลอยล่องไปตามแนวของแขนใน ทางช้างเผือก ท่ามกลางหมู่ดาวสวยงามมากมายแสงระยิบระยั อยู่ห่างไกลเป็นหย่อมๆ การโคจรของ The Sun นั้นมีทิศทางขยับตัวไปที่ละน้อย จากกลไกแรงโน้มถ่วงของ กาแล็คซี่ง อันเกิดจากการขยายตัวของจักรวาล และทุกอย่างก็ดูราบรื่นดี

 

เมื่อคุณไปเป็นดาวถูกหลุมดำดูดกลืน

 

การท่องไปในอวกาศของ The Sun นั้นนานแสนนาน จนบางครั้งน่าเบื่อหน่าย แต่จู่ๆมาวันหนึ่งเปลวสุริยะ The Sun พุ่งออกไปยาวไกลกว่าที่เคยเป็นจากเดิมจากไม่กี แสน กิโลเมตร แต่ขณะนี้ยาวยืดออกและยาวยืดอกเป็นทางหลายพันล้านกิโลเมตร

 

น่าแปลกใจปลายข้างที่ยาวนั้น มองเห็นขมวดเป็นวงกลมในความมืด เปลวสุริยะไหลเป็น ทางเข้าสู่วงขมวดนั้นมีความแรงกระชากสุดขั้ว เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวดเร็ว โดยไม่ทันตั้งตัวต่อเนื่องไม่หยุดยั้งแม้แต่วินาทีเดียว The Sun พยายามประคองศักยภาพ เพื่อต่อสู้รักษาดุลยภาพแห่งแรงโน้มถ่วง (Gravitational equilibrium) โดยการ หลอมละลายแกนภายใน จากเชื้อเพลิงก๊าซไฮโดรเจน ที่ยังมีเป็นจำนวนมาก เพื่อสร้างความเคลื่อนไหวของสนามแม่เหล็กบนพื้นผิวดาวตน ด้วยการการปลดปล่อยรังสี X

 

แต่สิ่งที่กระทำนั้น กลับกลายเป็นเหยื่ออันโอชะของ สิ่งที่กำลังลากดึงไปท่ามกลางวิกฤตอย่างใหญ่หลวงนี้ มวลของ The Sun กำลังลดระดับลงอย่างน่าตกใจ จากดาวที่เคย กลมกำลังกลายเป็นทรงไข่แฟบลงเรื่อยๆ

 

พลันความคิดของ The Sun เกิดขึ้น "เราคือดาวผู้ยิ่งใหญ่ในอาณาเขตนี้ ยังมีสิ่งใดที่มีพลังอำนาจ มากระทำเราได้เช่นนี้อีก" การลากกระชากดึงยังดำเนินต่อไป การแตก ระเบิดพังทลายลงของ The Sun สร้างวงฝุ่นหมอกกระจายออกไปทั่วเป็นรัศมีหลายปีแสงเกิดขึ้นตามลำดับ

 

ภาพที่เริ่มเห็นความแตกต่าง ปรากฎชัดขึ้นกลางวงระเบิด คือบริเวณดำมืด ตัดกับกลุ่มควันหนาแน่น เกิดแสงสีน้ำเงินแผ่ออกมารอบๆวงนอก คือคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า พลังสูงสั่นสะเทือนกระจายตัว จากความกดอัดกันอย่างยิ่งยวด เป็นการบีบอัด ไร้ความปราณีใดๆ ความร้อนระอุของบริเวณรอบๆจากไอก๊าซร้อนสูงดั่งขุมนรกจักรวาล