มนุษย์ต่างดาว เรื่องจริงหรือเท็จ ?

 

Dimensional Universe
มิติเวลาที่แตกต่าง
 

เมื่อเรากล่าวถึงถึง "มิติเวลาที่แตกต่างกัน" ในทางทฤษฎีพบว่าข้างหน้าเราและรอบๆตัวเรา มีสิ่งที่ปรากฎขึ้นอย่างมากมาย ที่อาจมองไม่เห็นเป็น ข้อจำกัดการสัมผัสการรับรู้ ของมนุษย์ คลื่นแสงหลายชนิด เช่น อินฟราเรด เรามองไม่เห็นแต่สัตว์บางชนิดมองเห็น ภาพทิวทัศน์เรามองเห็นเป็นสี แต่สัตว์บางชนิดมองเห็นเพียงสีขาว-ดำ

 

ความเป็นจริงในจักรวาลมีมากมายเกินจิตนาการ โดยเฉพาะเรื่องมิติที่แตกต่าง ภาพที่มองเห็นต่างมิติอาจเป็นอะตอมจุดเล็กที่ขยายใหญ่โต จนเห็นกลไกการระเบิดอยู่ภายใน หรือการมองเห็นย้อนลึกไปในอดีต มองเห็นภาพแห่งอนาคต ทั้งนี้อย่างน้อยทราบว่าต้องเกี่ยวข้องกับกาลเวลาในอวกาศ กลไกแรงโน้มถ่วง และแรงอื่นๆที่เกิดขึ้นในจักรวาล

 

มิติที่ 1 คือ เส้นความยาวระหว่างจุด 2 จุด ไม่มีสิ่งอื่นๆใด นอกจากเส้นตรง แต่การแปรเปลี่ยนไปคือ การเพิ่มเส้นอีก 1 เส้น จะกลายเป็น มิติที่ 2 ตัวอย่าง เช่น รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ลักษณะแบน ต่อมาเราเพิ่มเส้นเพื่อให้เกิดความลึกจะเห็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสกลายเป็นรูปทรงกล่องทันทีเป็นรูปแบบ มิติที่ 3 ที่เข้าใจได้ไม่ยาก เป็นรูปทรงแสดงถึงปริมาตรมีความ กว้าง ยาว และลึกนั่นคือ สิ่งที่เรามองเห็นและรับรู้เสมอมา

 

มิติเวลาที่แตกต่าง

 

สำหรับ มิติที่ 4 เริ่มทำให้เรางุ่นงงขึ้นเล็กน้อย สังเกตเส้นสีแดงถูกนำเชื่อมต่อระหว่างกล่องจัตุรัส 2 กล่อง เส้นสีแดงนั้นเป็นเรื่องของเวลา ที่จะเกาะเกี่ยวกับรูปแบบ4 มิติ ซึ่งจะ เดินหน้าไม่มีการถอยหลัง เปรียบเช่นการดำเนินชีวิตของเราบนโลกที่ล้อมรอบไปด้วย สิ่งที่มี มิติที่ 1 มิติที่ 2 และมิติที่ 3 + ด้วยเวลารวมกันเป็น 4 มิติ

 

ดังนั้นจึงเป็นคำตอบว่า มนุษย์อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มองเห็นได้แบบมี 4 มิติ (+ด้วยเวลา) และต้องเข้าใจว่าเวลาคือ สิ่งพูนพันกับระบบอารยธรรมมนุษย์ ซึ่งมีข้อแตกต่างจาก เวลาที่เกิดขึ้นในอารยธรรมอื่นของจักรวาล

 

คำอธิบายในเรื่อง 4 มิติเพิ่มเติม คือ เวลามีคุณสมบัติควบคุมสสารทั้งหมด ณ จุดใดก็ตาม พร้อมไปกับ 3 มิติ ทำให้เรารู้ตำแหน่งของวัตถุในเวลาเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อแสดง ความลึกซึ้งของเหตุการณ์ ตำแหน่งทั้งหมดในจักรวาลได้ (ตั้งแต่ใต้พื้นโลก ในมหาสมุทร จนสุดขอบจักรวาล) ซึ่งสามารถอธิบายการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆหรือสิ่งอื่นๆ ที่ประจักษ์ได้ในทางวิทยาศาสตร์และสังเกตการณ์ได้ด้วยสายตาการมองเห็นแบบปกติทั่วไป

 

มิติที่ 5 เป็นความคิดที่เป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในโลกแห่งมิติที่น่าตกตลึงขึ้น ถ้าเราสามารถมองเห็นถึงมิติที่ห้า เราจะเห็นภาพแตกต่างกันเล็กน้อยระหว่างสิ่งที่เคยเห็นและสิ่งที่ เห็นขึ้นใหม่ แต่เราสามารถวัดความคล้ายคลึงกันได้ ในความแตกต่างอาจมีปัจจัยอื่นๆอีก เช่น ขนาด จำนวน สีแสง กรณีนี้ให้สังเกตกล่องสี่เหลี่ยมจัตุรัส ถูกนำมาทับซ้อนกัน เพิ่มขึ้นในทำนองเดียวกันเส้นสีแดงถูกเชื่อมโยงเพิ่มขึ้นด้วย สามารถจินตนาการถึงการมองเห็นวัตถุที่อยู่ข้างหน้า มีจำนวนมากขึ้นแล อาจทับซ้อนอย่างหลากเพราะมีปัจจัย ของเวลาเข้ามาเป็นตัวแปร นั่นหมายความว่ากาลเวลาในอวกาศ ที่เกิดขึ้นด้วยแรงโน้มถ่วงมีผลต่อมิติที่แตกต่าง

 

***อนึ่งความซ้ำกันหรือความเหมือนกัน เช่น การดำรงอยู่ของจักรวาลแบบคู่ขนาน อาจดูเหมือนเป็นเรื่องที่ปรุงแต่งโดยนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ และอาจจะไม่ค่อยเกี่ยว ข้องกับฟิสิกส์ทฤษฎีสมัยใหม่ แต่ความคิดที่ว่าเราอาศัยอยู่ในเครือข่ายจักรวาล (Multiverse) ซึ่งประกอบด้วยจักรวาลคู่ขนานที่ไม่มีที่สิ้นสุด นับแต่นั้นมาถือว่ามีความเป็น ไปได้ทางวิทยาศาสตร์ แม้ว่าจะยังคงเป็นเรื่องของการถกเถียงกันอย่างเข้มข้นระหว่างนักฟิสิกส์ที่กำลังค้นหาวิธีทดสอบทฤษฎี

 

มิติที่ 6 ความยุ่งยากเริ่มมากขึ้น คือการมองเห็นภาพรวมทั้งจักรวาลที่เกิดขึ้น เราจะเห็นระนาบของโลก และสามารถเปรียบเทียบและตั้งตำแหน่งจักรวาลทั้งหมด ที่เป็นไปได้ซึ่ง เริ่มต้นด้วยเงื่อนไขเริ่มต้น เช่นเดียวกับการเกิด Big Bang ในทางทฤษฎีถ้าเราสามารถเข้าควบคุมเชื่อมโยงสัมผัสมิติที่หกได้ เราสามารถเดินทาง ย้อนกลับไปในอดีตหรือเดิน ทาง สู่อนาคตได้เพราะกาลเวลาในอวกาศเชื่อมโยงถึงกันอย่างผูกพัน

 

มิติเวลาที่แตกต่าง

 

มิติที่ 7 คุณสามารถเข้าถึงโลกแห่งมิติ ที่เป็นไปได้ซึ่งเริ่มต้นด้วยเงื่อนไขเริ่มต้นที่แตกต่างกัน ณ ที่ใดก็ได้ ในขณะที่ในมิติที่ห้าอและมิติที่หกอมีเงื่อนไขเริ่มต้ มีการกระทำ ณ จุดเดียวกันและต่อมาจึงแตกต่างกัน และที่นี่ทุกอย่างแตกต่างจากจุดเริ่มต้นของเวลามาก การขยายความของมิติที่เจ็ดอาจคล้ายอภินิหา ในการลอยล่องไปในกาลเวลาของ อวกาศตามอำเภอใจและได้พบเจอรายละเอียดของจักรวาลมากขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มความลึกซึ้งทั้งอดีตและอนาคตมากขึ้น

 

มิติที่ 8 ทำให้เราเห็นจักรวาลของจักรวาลเป็นมุมมองที่เป็นไปได้ จากแต่ละแห่ง โดยเริ่มต้นด้วยเงื่อนไขเริ่มต้นที่แตกต่างกันและเห็นกิ่งก้านแยกออกอนันต์ เป็นการเห็นอย่าง ไม่รู้จุดจบไม่มีขอบเขตและยังลงลึกในรายละเอียดมากขึ้นมากขึ้น อาจเป็นข้อพิสูจน์ที่สำคัญว่าทั้งหมดไม่ได้มีเพียงเอกภพเดียว

 

มิติที่ 9 เราสามารถเห็นและเปรียบเทียบประวัติจักรวาลทั้งหมด ที่ดำรงอยู่ในอดีตและอนาคตอย่างพิศวง เป็นไปได้ที่จะเริ่มจากกฎทางฟิสิกส์และเงื่อนไขเริ่มต้นที่แตกต่างกัน ในธรรมชาติของจักรวาลโดยไม่ละทิ้งสิ่งใดๆ

 

มิติเวลาที่แตกต่าง

 

และในมิติที่ 10 ในขั้นสุดท้าย เรามาถึงจุดที่ทุกอย่างเป็นไปได้และเป็นไปได้ ครอบคลุมถึงที่มาแห่งจักรวาลทั้งปวง สิ่งที่นอกเหนือจากนี้ไม่มีอะไรที่สามารถจินตนาการได้โดย เรามนุษย์ที่ต่ำต้อย

 

สิ่งสำคัญคือต้องจำไว้ว่ามุมมองที่หลากหลายนั้นยังไม่ได้เป็นทฤษฎีจริงๆ เพียงผลมาจากความเข้าใจในฟิสิกส์ทฤษฎี ในปัจจุบันของเราที่มีอย่างน้อยนิดจากในความรู้สึกของ ทฤษฎีเรายังไม่สามารถรับรู้ได้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทฤษฎี เพื่อให้สอดคล้องกันในธรรมชาติจักรวาลโดยแท้จริง เพราะความจริงที่ว่าเราสามารถ รับรู้ได้เพียงสี่มิติของพื้นที่ใน อวกาศเท่านั้นที่สามารถอธิบายได้ เหตุที่นักจักรวาลวิทยาเชื่อว่าเราสามารถมองย้อนอดีตได้นั้น เพราะสามารถใช้กล้องโทรทรรศน์เพื่อตรวจจับแสงจากเอกภพยุคแรกๆได้ และอาจจะสามารถมองเห็นว่าการมีอยู่ของมิติ เหล่านี้อาจมีอิทธิพลต่อวิวัฒนาการของจักรวาล