การสูญพันธ์ของโลกครั้งต่อไป

 

The End of The Earth

การสูญพันธ์ของโลกครั้งต่อไป

 

ย้อนกลับไป 66 ล้านปีก่อนเมื่อมีบางสิ่งที่เป็นก้อนหินจากอวกาศ พุ่งชนปะทะโลกทำให้เกิดการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์และสิ่งมีชีวิต 75% และ "สิ่งที่ฆ่าไดโนเสาร์ มันกำลังจะกลับมา? ” ข้อสงสัยทางวิทยาศาสตร์หลายเรื่องว่าในท้ายที่สุดโลกอาจประสบกับความหายนะ เป็นแนวคิดมีวิวัฒนาการต่อเนื่องมากว่าสามทศวรรษ

 

 

ตามล่าตามกฎแห่งกรรม

หากมีดาวเคราะห์น้อย (Asteroid) หรือดาวหาง พุ่งชนปะทะโลก ก็จะทำให้เกิดเมฆฝุ่นที่ปิดกั้นดวงอาทิตย์และสลายชีวิตกว่าค่อนโลก อย่าลืมว่ารอบๆนอกระบบสุริยะ (Solar System) มีดาวหาง (Comet) นับพันล้านดวง วนเวียนเป็นเสมือนลูกกระสุนพร้อมที่จะลั่นไก ถ้าแรงโน้มถ่วงดวงอาทิตย์โคจรอยู่ในตำแหน่งที่สัมพันธ์ต่อกัน  นักวิทยาศาสตร์ บางคน ได้คำนวณพบดาวฤกษ์ลึกลับ ที่มองไม่เห็น มีฉายาว่า Nemesis (เทพีแห่งการล้างแค้น) เป็นดาวดวงหนึ่งที่ใกล้ดวงอาทิตย์  (Sun) มีวงโคจรขนาดใหญ่ยาว 26 ล้านปี อาจมีศัพยภาพพอที่จะดึงดาวหางโยนเข้าสู่ระบบสริยะชั้นในได้ และโลกคงเหมือนเป้าปาลูกดอก

 

วงจรแห่งความตาย

ดวงอาทิตย์อาจนำโลกไปสู่การสูญพันธ์ สาเหตุคือการเดินทางรอบจักรวาลของระบบสุริยะ เมื่อดวงอาทิตย์โคจรรอบศูนย์กลางทางช้างเผือก (Milky Way Galaxy) ระบบ สุริยะจะลอยเข้าและออกจากแขนเกลียวกาแล็คซี่ เส้นทางยังเลื่อนขึ้นและลงจากเส้นศูนย์สูตรที่หนาแน่นของกาแลคซี ไปจนถึงเส้นรุ้งที่ราบเรียบ การเปลี่ยนแปลงทาง ภูมิศาสตร์จักรวาลเหล่านี้ทำให้ระบบสุริยะ เปลี่ยนแปลงแรงโน้มถ่วงและการแผ่รังสี

 

สภาพแวดล้อมที่ขยับไปมาของระบบสุริยะอาจเปลี่ยนแปลงสภาวะบนโลกถึงจุดอันตรายต่อระบบชีวิตได้ รังสีคอสมิกของกาแลคซี่ เหมือนผู้ร้ายข้ามแดน มีการเพิ่มขึ้น ทางเหนือของทางช้างเผือก เมื่อระบบสุริยะกำลังเดินทางผ่านกาแลคซีนั้น ในประมาณทุกๆ 62 ล้านปี รังสีคอสมิกส่งผลกระทบโลกโดยตรงทำให้เกิด รังสีอัลตราไวโอเลท เพิ่มขึ้น และอาจมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบสภาพอากาศ มีความเลวร้ายขึ้นได้

 

ความตายจากสสารมืด

เกิดจากสิ่งที่มองไม่เห็นของการสูญพันธุ์ โลกเดินทางแผ่นจานของกาแล็คซี่ ในทุกๆ 32 ล้านปีเสันทางแกว่งขึ้นเหนือและลงด้านล่างของเส้นศูนย์สูตร เป็นบริเวณที่หนาแน่น ของสสารมืด (ที่มองไม่เห็น) อาจส่งผลต่อแรงโน้มถ่วงโลก เกิดเปลี่ยนแปลงมากพอ ที่จะกระทบวงโคจรดาวหาง ส่งผลดึงก้อนหินอวกาศเข้าสู่โลกได้เพิ่มขึ้นสามเท่า

 

โลกทัศนาจรแดนนรก

เมื่อโลกเดินทางแผ่นจานของกาแล็คซี่ในทุกๆ 30 ล้านปี (เวลาต่างจากทฤษฎีความตายจากสสารมืด) ทุกครั้งจะพบว่ามีสสารมืดหนาแน่นขึ้น อนุภาคที่มองไม่เห็นเหล่านี้ จะพุ่งเจาะสนามแม่เหล็กโลกคล้ายช่องอุโมงค์ไปยังศูนย์กลางโลกของเรา ทำลายล้างกันและกัน ปฏิกิริยาดังกล่าวจะทำให้แกนของโลกมีความร้อนขึ้น ซึ่งอาจเกิดขึ้น ได้หลายร้อยองศา เสมือนโลกเป็นไข้จะทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น การปะทุของภูเขาไฟใต้ทะเลที่เพิ่มขึ้น และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในวงกว้าง

 

จากทฤษฎีในหลายเหตุผลดังกล่าวยังถูกแขวนไว้ เพื่อรอการวัดผลจาก ยานสำรวจไกอา (Gaia) ที่ออกไป สร้างแผนที่สามมิติที่ใหญ่ที่สุดและแม่นยำที่สุดของกาแล็กซี่ ของเราโดยการสำรวจดาวฤกษ์มากกว่าหนึ่งพันล้านดวง เพื่อสรุปเส้นทางเดินของโลกในทางช้างเผือก ตำแหน่งระยะทางการเคลื่อนย้าย ของดาวที่สัมพันธ์กัน และสังเกต ดาวเคราะห์น้อยนับแสนๆ ดวงภายในระบบสุริยะของเรา จึงจะเป็นคำตอบที่มีเหตุผลรองรับได้ต่อไป