 |
 |
 |
 |
 |
 |
|
 |
 |
|
| |
 |
|
| |
 |
| |
โครงสร้างดวงจันทร์ Callisto |
|
| |
 |
ข้อมูลจำเพาะ |
สำรวจพบครั้งแรกโดย
Discovered By |
Galileo Galilei (ค.ศ.1610) |
ค่าเฉลี่ยระยะห่างจาก
ดาวพฤหัส /กม.
Average Distance from the Jupiter |
1,883,000 |
รัศมีเส้นศูนย์สูตร /กม.
Equatorial Radius |
2,403 |
มวล /กก.
Mass |
1.07593 x 1023
107,593,000,000,000,000,000,000 kg
|
หมุนรอบตัวเอง (เทียบ 1 วันของโลก)
Rotation Period (Length of Day) |
สัมพันธ์กับดาวพฤหัส |
โคจรรอบดาวพฤหัส
(เทียบ 1 วันของโลก)
Orbit Period (Length of Day) |
16.6890184
|
ค่าเบี่ยงเบนวงโคจร
Orbital Eccentricity |
0.007 |
ค่าอุณหภูมิพื้นผิว ต่ำสุด-สูงสุด
/องศา C
Minimum/Maximum Surface Temperature
|
N.A. |
ส่วนประกอบของบรรยากาศ
Atmospheric Constituents |
Carbon dioxide |
วัตถุดิบบนพื้นผิว
Surface materials |
น้ำแข็ง - หิน |
| |
|
|
 |
| |
 |
| |
พื้นผิว ดวงจันทร์ Callisto |
|
| |
 |
|
| |
| |
ภูมิประเทศ พื้นคล้ายริ้วคลื่นวงแหวน
ดวงจันทร์ Callisto มีความมืด และความหนาแน่น (Density) 1.8 กรัม/ตาราง ซม.
ซึ่งน้อยที่สุดในกลุ่ม โดยมีรัศมี 2,403 กิโลเมตร
องค์ประกอบ เปลือกนอกเป็น Ice-rock (หินและน้ำแข็ง) ชั้นลึกลงไปเชื่อว่าเป็น
Liquid water (ของเหลวที่เป็นน้ำ) ชั้นในสุดเป็น Ice-rock (หินและน้ำแข็ง) โดย
ไม่ไส้แกนเป็นโลหะเช่น ดวงจันทร์อื่นในกลุ่ม Galilean moon
บนพื้นผิวแสดงรอยร่อง ถูกชนปะทะอย่างหนัก มาครั้นดึกดำบรรพ์แต่ภูมิประเทศ
มีการเปลี่ยนแปลงน้อย และปราศจากอิทธิพลทางกายภาพ กลไกการเคลื่อนไหว
จากภายในแต่ดั้งเดิม
จำนวนมากของเนินบน ดวงจันทร์ Callisto สันนิษฐานว่า เกิดจากการชนปะทะของ
อุกกาบาต เช่น บริเวณ Valhalla มีความสว่างชัดจากศูนย์กลาง โดยรอบราว 600
กิโลเมตร และมีเส้นรอบๆคล้ายริ้วคลื่นวงแหวน (Ripple pattern) ซ้อนเป็นชั้นออก
ไป 2,000 กม.จากจุดศูนย์กลางเช่นกัน
ตำแหน่งจุดสว่าง ขาวเด่นตรงกลาง เป็นการเกิดขึ้นทันทีทันใด หลังจากอุกกาบาต
พุ่งชนกระทบกับเปลือกแข็ง จึงกระจายตัวออกรอบๆ และมีการเกิดหลายจุดแสดง
เป็นเขตแรงกระเพื่อม |
|
| |
 |
|
| |
| |
การชนกระทบ ทิ่มแทงสู่พื้นผิวแข็ง เกิดความคับแน่นในหลุมแรงกระเพื่อมกระจาย
เป็นปฎิกิริยาอย่างน้อย 7 ครั้งหรือมากกว่า บางแห่งมีขนาดกว้าง 230 กิโลเมตร
เช่นบริเวณ Asgard ด้วยมีกลไกด้านกายภาพดังนี้
A)ขณะอุกกาบาตพุ่งกระทบสู่พื้นเปลือกแข็ง (Rigid lithospere) เกิด Fluid-like Asthenospere(กระเพื่อมไหลสู่ชั้น Asthenospere ลึก 80-300 กม.จากพื้นผิว)
B)การส่งผ่านเป็นลูกโซ่โยงกัน (Transitional zone)เกิดรอยยับย่นด้านบน จาก
เขตชั้นใน (Inner zone) ครอบคลุมสู่เขตชั้นนอก และเป็นการจัดระเบียบของ
สิ่งที่เกิดขึ้น
C)เมื่อสงบลงหลุมแอ่ง คือพื้นผิวโบราณ (Palimpsest) เนื่องจากเปลี่ยนแปลงน้อย
กว่าผิวเปลือกโดยรอบ
|
|
| |
 |
| |
 |
| |
 |
| |
แสดงการพ่น Sulfur dixide สูงนับหลายร้อยกิโลเมตร |
|
| |
 |
|
| |
| |
ข้อพิสูจน์แกนในยังปริศนา
ความเหมือน ของดวงจันทร์ Callisto และดวงจันทร์ Ganymede คือ ขนาดและ
ความหนาแน่นพอๆกัน ในข้อสมมุติฐานทั้ง 2 วัตถุ ควรแสดงพื้นผิวประวัติศาสตร์
ทางธรณีวิทยา ในทำนองเดียวกัน
แต่การเกิดขึ้นยังมีข้อโต้แย้ง ในเรื่องการพัฒนา ของดวงจันทร์ Callisto และดวง
จันทร์ Ganymede จำเป็นต้องศึกษารายละเอียดจาก วัตถุดิบที่ก่อตัว ข้อมูลด้าน
ความร้อน ค่ารังสีจากซากปรักหักพัง ค่าความเค้นของวัตถุ เพื่อสืบค้นวัตถุแกนใน
ยังคลุมเครืออยู่ในขณะนี้ |
|
| |
 |
| |
หลุมชนปะทะเก่าแก่ บนดวงจันทร์ Callisto |
|
| |
 |
| |
เปรียบเทียบ กลุ่มดวงจันทร์ Galilean ทั้ง 4 ดวง |
|
| |
 |
 |
| |