ภูมิประเทศที่ดำมืดและสันร่องลึก
ดวงจันทร์ Ganymede มีความหนาแน่น (Density) 1.9 กรัม/ตาราง ซม. มีรัศมี
2,634
กิโลเมตร ภาพรวมทั่วไปมี พื้นผิว 60% เป็นน้ำ และ 40% เป็นหิน
องค์ประกอบ
เปลือกนอกเป็น Ice-rich (น้ำแข็ง) ชั้นลึกลงไปเชื่อว่าเป็น Liquid
water (ของเหลวที่เป็นน้ำ) ชั้นในถัดลงไปเป็น Rocky interior (โครงสร้างหิน)
ชั้นแกนกลางเป็น Metallic (แกนไส้โลหะ)
โดยทั่วไปดวงจันทร์ มีความสว่างสุกใส ในกรณีที่มืด ก็ยังมีความสว่างบนที่ราบสูง
เพราะพื้นผิวมักจะแยกคั่นกัน จากร่องลึก ระหว่างสีแดง และสีดำ มองผสมกันเป็น
สีแดงคล้ำ เช่น
ดวงจันทร์ Europa
ส่วนดวงจันทร์ Ganymede มีลักษณะมืดดำคล้ำมาก โดยเฉลี่ยพื้นที่ 40% มีโครง
สร้างแบบ Polygonal (รูปแบนมีด้านมากกว่า 4 ด้านหรือหลายเหลี่ยม)
และยังถูก
แบ่งคั่นเป็น Grooved -Terrain (ภูมิประเทศร่องลึก) ซ้อนกัน นอกจากนั้นมีรอย
ชนปะทะเป็น จำนวนมากอย่างเห็นได้ชัด บนพื้นที่ดำ
กลไกการเกิดภูมิประเทศร่องลึก (Grooved-Terrain)
ความเป็นไปได้ การเกิด Grooved-Terrain ตามลำดับขั้นดังนี้ (จากภาพประกอบ)
A) พื้นผิวเก่าแก่ดั้งเดิม เกิดขยายตัวด้วยแรงเค้น (Tension stress) ผลักดันออก
B) เกิดผิวใหม่ขึ้นหลังจาก
น้ำแข็งถ่วมล้นอยู่นานมาก จากตะกอนสะสม
C) ผิวบางส่วนทรุดตัว เกิดช่องว่างระหว่างกันเป็นร่อง
โดยสมมุติฐานดังกล่าว เกิดขึ้นช่าง 1,000 พันล้านปีแรก ซึ่งสภาพแวดล้อมบน
ดวงจันทร์
Ganymede เต็มไปด้วยน้ำแข็ง
ถูกชนปะทะอย่างหนักหน่วง มีร่องลึกยับย่นมืด และใสสว่าง
เป็นการเกิดตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ โดยถูกชนปะทะอย่างหนัก เฉพาะพื้นที่ Galileo
region บริเวณ Large circular dark area (หย่อมวงกลมใหญ่สีดำ) พื้นที่กว้าง
กว่า 3,200 กิโลเมตร มีรอยคล้ายยับย่น ดำมืด มีซากหลุมเก่าแก่โบราณมาก
บริเวณพื้นที่สว่างกว่า เดิมทีมีความดำมืด จนกระทั่งมีการเกิดพัฒนาแผ่นเปลือก
(Tectonic process) ด้วยความหลากหลาย ในระดับความลึกราว 1 กิโลเมตร มี
ความกว้างนับพันกิโลเมตร พื้นที่บริเวณขั้วเหนือ และเป็นหย่อมๆในเขตขั้วใต้
Grooved-Terrain ลายเส้นที่เป็นแถบๆ เรียกว่า Sulci (ร่องแคบ) เป็นกลุ่มมืดดำ
เก่าแก่รวมกันเป็นชุด หรือร่องลึกคล้ายมัดรวมกัน ยาวเป็นพันกิโลเมตร มีความ
กว้างราว 10 กิโลเมตร บางแห่งมีสันร่องสูง 700 เมตร
ทั่วไป Grooved-Terrain มีเส้นทางตัดผ่านไปยัง หลุมรอยชนปะทะ
อุกกาบาต
และไปยังภูมิประเทศต่างๆ บนดวงจันทร์
Ganymede การเกิดความสว่างใสบน
พื้นที่ดังกล่าว เป็นการเกิดจากการแยกออกของแผ่นเปลือกน้ำแข็ง (Icy crust)
ซึ่งซ่อนเป็นชั้นอยู่ด้านล่าง
การแยกออกของผิวเดิมด้วยแรงเค้น เป็นเรื่องปกติของดินที่ทรุดตัวลง จนกระทั่ง
ผสมกับระหว่าง ดินกับน้ำแข็ง เกิด Ice-slush (น้ำแข็งโคลน)
เหมือนกับประเภท
ที่เกิดจาก ภูเขาไฟเช่นกัน