ฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์ ด้านสำรวจอวกาศ ดาวอังคาร
    Since : January 23, 2007                                                                                                                                Latest update : Jul 22, 2008
 
0
Home
0
จักรวาลวิทยา
0
ดาราศาสตร์
0
ระบบสุริยะพิเศษ
0
ระบบสุริยะ
0
โลกสีน้ำเงิน
0
แร่วิทยา
0
รายงานพิเศษ
0
ซันฟาวเวอร์
0
Non-profit organization
 
ฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์ ด้านสำรวจอวกาศ ดาวอังคาร
 
โครงสร้างภายในดาวอังคาร
 
 
แผนที่ดาวอังคาร
 
ข้อมูลจำเพาะ
สำรวจพบครั้งแรกโดย
Discovered By
สมัยโบราณ
ค่าเฉลี่ยระยะห่างจากดวงอาทิตย์ /กม.
Average Distance from the Sun
227,936,640
หรือ 1.523662 AU.
ระยะทางใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด /กม.
Perihelion (closest)
206,600,000
เทียบกับโลก = 1.404 x Earth
ระยะทางห่างดวงอาทิตย์ที่สุด /กม.
Aphelion (farthest)
249,200,000
เทียบกับโลก = 1.638 x Earth
รัศมีเส้นศูนย์สูตร /กม.
Equatorial Radius
3,397
เทียบกับโลก = 0.5326 x Earth
เส้นรอบวง /กม.
Equatorial Circumference
21,344
ปริมาตร /ลบ.กม.
Volume
163,140,000,000
เทียบกับโลก = 0.150 x Earth
มวล /กก.
Mass
6.8 x 1023 
641,850,000,000,000,000,000,000
เทียบกับโลก = 0.10744 x Earth
พิกัดความหนาแน่น กรัม/ลบ.ซม.
Density
3.94
พื้นที่ของผิว /ตร.กม.
Surface Area
144,100,000
เทียบกับโลก = 0.282 x Earth
ค่าแรงโน้มถ่วงบนพื้นผิว
โดยเปรียบเทียบน้ำหนัก 100 ปอนด์บนโลก
Equatorial Surface Gravity
บนดาวอังคารเท่ากับ 38 ปอนด์
ความเร็วหลุดพ้นแรงดึงดูด กม./ชม.
Escape Velocity
37,300
หมุนรอบตัวเอง (เทียบ 1 วันของโลก)
Sidereal Rotation Period
1.026
หรือ 24.62 ชั่วโมง
โคจรรอบดวงอาทิตย์ (เทียบ 1 ปีของโลก)
Sidereal Orbit Period
1.8807 ปี
หรือ 686.93 วัน
ค่าเฉลี่ยความเร็ววงโคจร กม./ชม.
Mean Orbit Velocity
86,871
เทียบกับโลก = 0.810 x Earth
ค่าเบี่ยงเบนวงโคจร
Orbital Eccentricity
0.0934
มุมลาดเอียงวงโคจร
กับเส้นสุริยะวิถี /องศา

Orbital Inclination to Ecliptic
1.8
มุมลาดเอียงวงโคจร
กับระนาบเส้นศูนย์สูตร /องศา

Equatorial Inclination to Orbit
25.19
เส้นรอบวงของวงโคจร /กม.
Orbital Circumference
1,366,900,000
เทียบกับโลก = 1.479 x Earth
ค่าอุณหภูมิพื้นผิว ต่ำสุด-สูงสุด /องศา C
Minimum/Maximum Surface Temperature
-87°C / -5°C
ค่าความสามารถสะท้อนแสงกลับ
Visual geometric albedo
0.15
บริเวณภูมิประเทศน่าสนใจ (เท่าที่ค้นพบ)
Largest known surface feature
Olympus Mons
ส่วนประกอบของชั้นบรรยากาศ
Atmospheric components
Carbon dioxide 95% Nitrogen 3%
Argon 1.6%
วัตถุดิบบนพื้นผิว
Surface materials
หิน Basaltic
และสารประกอบแปรสภาพ
ดวงจันทร์ หรือดาวบริวาร /ดวง
Moon
2
   
 
 
บริเวณปกคลุมน้ำแข็งบนดาวอังคาร
 
 
สภาพบรรยากาศพื้นผิวดาวอังคาร
 
 
โครงสร้างดาวอังคาร และลักษณะพิเศษ

โครงสร้างภายในดาวอังคาร (Interior of Mars)
แบ่งเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆคือ
1.Core แกนกลางชั้นในสุด
2.Mantle ชั้นหลอมละลาย
3.Lithosphere ชั้นผิวพื้นรวมกับชั้นเปลือกนอก (Crusts)

ตลอดกว่า 100 ปีผ่านมา ข้อมูลการสำรวจดาวอังคารจากพื้นโลก และยานสำรวจ
สรุปว่ามีองค์ประกอบของ Carbon dioxide ส่วนบรรยากาศทั่วไป มีความหนาแน่น
น้อยกว่าโลก โดยความกดอากาศบนพื้นผิวดาวอังคาร เท่ากับความกดอากาศ เหนือระดับพื้นผิวโลกสูง 35 กิโลเมตร จึงนับว่ามีความเบาบางมาก

พายุฝุ่นบนดาวอังคารจึงเป็นเรื่องปกติ เกิดขึ้นทั่วไป บนดาวอังคารแม้ว่าจะมีความ
หนาแน่นน้อย แต่ในบรรยากาศเกิดพลังลม เพียงพอสามารถหอบทราย เม็ดฝุ่นขึ้น
จากเนินทรายได้ และการที่ดาวอังคารสีแดงคล้ำเหมือนดินลูกรัง เพราะดาวอังคาร
มี Iron oxides (สนิมเหล็ก) ฝุ่นและทรายจึงคล้ายกับหินที่ถูกไฟเผา

บนดาวอังคารมีฤดูกาล ด้วยแกนเอียงใกล้เคียงกับโลก ในฤดูหนาวบริเวณพื้นครึ่ง
ซีกของดาวอังคาร มีน้ำแข็งแห้งหนามากซึ่งเกิดจากบรรยากาศ ครั้นฤดูร้อนบริเวณ
นั้นน้ำแข็งหดน้อยลง ด้วยความร้อนจากพื้นผิวโดยรอบ เป็นลักษณะฤดูร้อนที่เกิด
ที่ขั้วใต้และร้อนกว่าขั้วเหนือ บริเวณ Polar caps (บริเวณปกคลุมน้ำแข็ง) แหล่ง
สะสม Dry ice (น้ำแข็งแห้ง) หรือ Frozen Carbon dioxide เป็นการจับตัวกันใน
ชั้นบรรยากาศ

ทุกๆ 5,000 ปี ดาวอังคารเกิดอาการ Wobbles (การหมุนตัวเองแบบโคลงเคลง)
เหตุจากขั้วเหนือเกิดฤดูร้อนร้อนกว่าขั้วใต้ พื้นผิวดาวอังคารเป็นกรณีศึกษาสำคัญ
ของ การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ที่ผ่านมาจนน้ำเหือดแห้งหมด ทิ้งร่องรอยการ
กัดเซาะของล่องน้ำ เหตุที่น้ำหายไปจากพื้นผิวด้วยเงื่อนไขบรรยากาศดาวอังคาร
บางลงมาก พร้อมทั้งเย็นลง

โดยเชื่อว่าเดิมในอดีต ดาวอังคารอบอุ่น มีความหนาแน่นในบรรยากาศ การเปลี่ยน
แปลงดังกล่าวยังเป็นข้อสงสัยว่า เกิดขึ้นเฉพาะดาวอังคารหรือดาวเคราะห์อื่นเช่น
โลกหรือไม่ เพื่อเป็นคำตอบถึงโครงสร้างในระบบสุริยะ
 
 
พื้นที่ดาวอังคารแบ่งเป็น 2 ส่วน Lowland และ Highland
 
 
Olympus Mons คล้ายกับ Hawaiian Island
 
 
Chryse Planitia ร่องรอยแม่น้ำ
 
 
ดาวอังคารแบ่งเป็น 2 ส่วน Lowlands และ Highlands

ดาวอังคารมีความหลากหลายทางธรณีวิทยา ด้วยพัฒนาจากกลไกแผ่นดินไหว
การเปลี่ยนแปลงเกิดพื้นที่ราบ ด้วยลมพัดหอบทรายจากขั้วเหนือ ไปตกลงในหลุม
กว้างของภูเขาไฟเช่น Olympus Mons เพราะฉะนั้นพื้นจึงคล้ายตุ่มเล็กๆบนพื้นผิว

ภาพรวมดาวอังคารแบ่งเป็น 2 ส่วน ด้านเหนือเรียก Lowlands (ที่ต่ำ) ด้านใต้เรียก
Highlands (ที่สูง) ทั้งสองส่วน มีความชันต่างกัน 2กิโลเมตร ซึ่งกรณีนี้มีเหตุผล
ขัดแย้งกันในความเห็นมากมาย เช่น Lowlands อาจเกิดการชนปะทะอุกกาบาต
ครั้งใหญ่มโหฬาร จนเกิดเป็นที่ลุ่มติดกันเป็นชุด

ส่วนอีกความ เห็นแสดงเหตุผลว่าเกิดความแตกต่าง จากการพัฒนาภายในสะท้อน
กลับออกมา หลังจากนั้นเมื่อมีความมั่นคง เกิดลักษณะ Highlands ยกตัวบริเวณ
รอยต่อของแผ่นดินสองผืน ที่แนวขอบเมื่อผ่านไปนาน ถูกกัดเซาะด้วยความหลาก
หลายรวมถึงพื้นที่ชัน ทรุดโทรม ถูกทับถมด้วยทรายพัดมาจากที่อื่น

ด้านเหนือ Lowlands ครอบคลุมด้วยที่ราบต่างๆ รวมถึงทางไหลของลาวา บริเวณ
สะสมแหล่งหินตะกอน และแหล่งวัตถุดิบพัฒนาการ จากแสงสะท้อนดวงอาทิตย์
(รวมถึงบริเวณที่หนาวเย็น) โดยเฉพาะที่ราบทางเหนือบนพื้นผิว พบหินที่โผล่ออก
มาสูงเป็นเมตรมากมาย ท่ามกลางพื้นดิน ด้วยลมหอบฝุ่นมาสะสมในทางเคมีเป็น
หิน Basalts มีแร่เหล็กเป็นส่วนใหญ่

แสดงว่าเกิดรูปแบบจาก สภาพแวดล้อมของภูเขาไฟผสมกับดินสีแดง ส่วนด้านใต้
Highlands มีรอยร่องที่ชนปะทะอย่างหนัก เป็นปากปล่องหลุมใหญ่ การสำรวจระยะ
ใกล้พบว่าถูกกัดเซาะจากลมและน้ำ ใต้บริเวณก้นพื้นของหลุมใหญ่ เป็นแหล่งสะสม
เต็มไปด้วย หินตะกอน ช่องว่างระหว่างแต่ละปากปล่องเกิด ลักษณะแนวบังเกอร์
ด้วยลมพัดหอบฝุ่นเม็ดหินมากองไว้ หรือปกคลุมด้วยลาวา

ส่วนผสมของดินบนดาวอังคาร และรูปแบบแม่น้ำ

ลักษณะดินถูกดันออก (Ejecta) จากปากหลุมที่ถูกชนปะทะ กองพองออกมาต่าง
จากปากหลุมดวงจันทร์ของโลก ในทางทฤษฎี ก้นภายในหลุมที่ถูกปะทะใต้ดินนั้น
มีน้ำหรือน้ำแข็ง ผสมกับหิน ดินเมื่อถูกแรงอัดดันกลายเป็นของเหลว คล้ายโคลน
ผสมกัน หรือมิฉะนั้นดินปากหลุมถูกดันออก แต่ละหลุมมีผลกระทบต่อกันเองใน
ขณะแตกกระจายกัน กลางอากาศกลางชั้นบรรยากาศ (สูงมาก) เป็นพัฒนาการ
ผสมกันอีกแบบจากการชนปะทะ

รูปแบบช่องทางน้ำไหล มีหลายประเภทบนดาวอังคาร แต่มีแบบหนึ่งแสดงความ
หายนะอย่างใหญ่หลวง ด้วยขนาดใหญ่มากของปริมาตรน้ำ ส่วนรูปแบบอื่นๆ เช่น
น้ำพุธรรมชาติ มีมากนับร้อยแห่งต่อพันตารางกิโลเมตร

บางพื้นที่มีช่องทางน้ำไหล สู่ปากปล่องหลุมภูเขาไฟใหญ่ เป็นลำธารดึกดำบรรพ์
มีหินตะกอนสะสมอยู่ ตัวอย่างที่ชัดของ Chryse Planitia ซากเก่าแม่น้ำใหญ่และ
ยาวมากกว่า 1,000 กิโลเมตร ไหลผ่านแนวที่ราบด้านเหนือ Lowland แสดงล่อง
น้ำบนพื้นผิวเกิดขึ้น แตกสาขา แม่น้ำน้อยออกหลายสาย

พื้นที่ใหม่บนดาวอังคารพบได้ ทั้งในเขตขั้วเหนือและขั้วใต้ โดยเชื่อว่าเขตใต้มี
องค์ประกอบชั้นดินน้ำแข็ง และฝุ่นจากบรรยากาศนอนก้น สะสมรวมกัน แต่ละชั้น
สะท้อนให้เห็น วัฐจักรบนดาวอังคาร บันทึกแสดงอาการ Wobbles (การหมุนตัว
เองแบบโคลงเคลง) ที่ผ่านมา

แถบเขตเหนือมีความคล้ายคลึงกันแต่ไม่กว้างขวางนัก กลับพบเนินทรายเช่นเดียว
กับโลก รอบ Polar cap แบบไม่สม่ำเสมอนัก บางแห่งใหญ่ขนาด 500,000 กม.
เนินทรายถูกหอบพัดมาจากน้ำ หรือลม เป็นพัฒนาการแสดงความหลากหลายให้
เกิดพื้นผิวที่สว่าง ดำมืด จากการทับถมแต่ละชั้นของแต่ละแห่ง รวมถึงการเปลี่ยน
แปลงขนาด รูปทรง พลิกหน้าดิน ด้วยระยะเวลาและ Wind vanes (ลมพายุใบจักร)

ภูเขาไฟยักษ์ หน้าผาใหญ่ บนดาวอังคาร

ความน่าทึ่งของโครงสร้างภูเขาไฟ ขนาดใหญ่โตมาก เช่น Olympus Mons ความ
สูง27 กิโลเมตร ถือว่าใหญ่ที่สุดในบรรดาภูเขาไฟของระบบสุริยะ และเป็นภูเขาไฟ
คล้ายคลึงกับบนเกาะฮาวาย ของโลก (ไม่เกี่ยวกับขนาด) ทั้งสองแห่งมีหลุมกว้าง
กักเก็บลาวาที่หลั่งไหลเข้ามา โดยเฉพาะมีส่วนประกอบ Iron-rich silicate rocks

Valles Marineris บนดาวอังคาร รูปแบบคล้ายกับ Grand Canyon บนโลกเกิดขึ้น
จากแผ่นเปลือกดาวอังคารจากเหตุการณ์ขยายตัวออกและการเคลื่อนตัวครั้งใหญ่
เกิดรอยแยกหลังจากนั้น ถูกกัดเซาะของน้ำและลม เวลาผ่านไปถูกทับถมด้วย
ตะกอนเป็นขบวนการเกิดต่อเนื่อง จากยุคดึกดำบรรพ์
 
 
Valles Marineris คล้ายกับ Grand Canyon
 
 
 


 
 
       © copyright sunflowercosmos 2007-2017