Crazy about astronomy : เรื่องพิลึก เกี่ยวกับดาราศาสตร์
    Since : January 23, 2007                                                                                                                                 Latest update : July 6, 2010
 
0
Home
0
จักรวาลวิทยา
0
ดาราศาสตร์
0
ระบบสุริยะพิเศษ
0
ระบบสุริยะ
0
โลกสีน้ำเงิน
0
แร่วิทยา
0
รายงานพิเศษ
0
ซันฟาวเวอร์
0
Non-profit organization
 
 
 
   Crazy about astronomy : เรื่องพิลึก เกี่ยวกับดาราศาสตร์
 
 
 
มีหลายเรื่องที่เกิดขึ้นแบบพิลึกเกี่ยวกับดาราศาสตร์ในอดีต โดยแต่ละเรื่องส่วน
ใหญ่มีที่มาจากนักดาราศาสตร์ หรือผู้มีความรู้ในยุคนั้นๆ

แต่ต้องยอมรับว่า ในบางกรณีของยุคก่อน อาจมีข้อจำกัดเรื่องข้อมูลการสำรวจ
หรือเครื่องมือยังไม่ทันสมัยนัก ย่อมส่งผลให้การวิคราะห์คลาดเคลื่อนได้ หรือ
การอธิบายความไม่แจ่มชัด ทำให้สาธารณะชนทั่วไปเข้าใจผิดได้

อย่างไรก็ตาม นักดาราศาสตร์เหล่านั้น นับว่าเป็นผู้กล้าประกาศ แนวคิดใหม่ของ
ยุคจนเกิดการโต้แย้งกันอย่างกว้างขวาง การโต้แย้งดังกล่าว ส่วนใหญ่มักจะเปิด
เผยตัวตน เพื่อค้นหาคำตอบ ที่ถูกต้องเท่าที่จะทำได้ และมีการบอกกล่าวถึงข้อ
มูลค้นพบใหม่ ที่ต่างกันให้ทราบ

ผิดจากปัจจุบัน มักมีผู้วิจาณ์เรื่องวิทยาศาสตร์์ บนอินเตอร์เนท โดยมีความรู้แบบ
ปะติดปะต่อ ประเภทที่ไม่ยอมเปิดเผยตัวตนและฐานความรู้ กลับมีความเห็นและ
อธิบายแบบสรุปความชี้ถูกชี้ผิด แต่สุดท้ายไม่เคย มีประโยชน์อะไรต่อสังคมที่
ต้องการแบ่งปันความรู้

เรื่องพิลึกเกี่ยวกับดาราศาสตร์ นี้ ต้องการสะท้อนให้เห็นว่า แนวคิดของผู้รู้และผู้
เชี่ยวชาญยังมีโอกาสผิดเพี้ยนได้ และยิ่งผู้ที่รู้แบบปะติดปะต่อ แสดงคำวิจาณ์กัน
แบบชี้ผิดชี้ถูก ยิ่งเป็นการแสดงความคิด ที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เพราะวิทยาศาสตร์
คือศาสตร์ที่ต้องประจักษ์ ด้วยการมีเหตุผลและต้องการคำอธิบาย แต่ไม่ว่าทฤษฎี
นั้นอาจจะถูกหรือผิดในวันข้างหน้าก็ตาม นั้นคือบทบาท แห่งอารยะธรรมมนุษย์
 
 
คำทำนายโลกอาจพินาศ เพราะแผ่นดินไหว
 
หนังสือ The Jupiter Effect ทฤษฎีผลกระทบจากดาวพฤหัสทำให้โลกแผ่นดินไหว
 
 
ตำแหน่งดาวเคราะห์ในวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 1982
 
 
เมื่อ 36 ปี ที่ผ่านมา (ค.ศ.1974) John Gribbin ผู้มีความรู้ด้านดาราศาสตร์ฟิสิกส์
และ Strphen Plagemann ได้เขียนหนังสือ The Jupiter Effect : The Planets
as Triggers of Devastating Earthquakes (ผลกระทบของดาวพฤหัส จะทำให้
โลกพินาศด้วยการเกิดแผ่นดินไหว) จำนวน 178 หน้า และหนังสือ Jupiter Effect
Reconsidered (แนวคิดใหม่ เรื่องผลกระทบจากดาวพฤหัส) อีกเล่มจำนวน 182
หน้าในปี ค.ศ. 1982

โดยอธิบายว่า เมื่อใดดาวเคราะห์มีทางโคจร เป็นระนาบเส้นตรงแนวเดียวกับโลก
จะส่งผลสู่ สนามแรงโน้มถ่วง มายังโลกทำให้เกิดแผ่นดินไหว (Earthquakes)
และจะเกิดขึ้นในวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 1982 บริเวณรอยเลื่อน San Andreas

ก่อนถึงวันดังกล่าว นักดาราศาสตรทั้งหลาย จึงสำรวจวงโคจรจากแผนที่วงโคจร
ตำแหน่งวัตถุบนขอบฟ้า อย่างโกลาหล พบว่า

จากมุมกว้างของดาวเคราะห์ชั้นใน ดาวอังคาร (Mars) โลก (Earth) และดาวศุกร์
(Venus) มีตำแหน่งเกือบระนาบเดียวกัน ยกเว้นดาวพุธ (Mercury)

ส่วนดาวเคราะห์ชั้นนอก มีดาวเสาร์ (Saturn) ดาวพฤหัส (Jupiter) ทำมุมระนาบ
เดียวกับดาวเคราะห์ชั้นใน คือ ดาวอังคาร (Mars)

ในหลักเกณฑ์วิทยาศาสตร์แล้ว การมองเห็นล่วงหน้าเช่นนั้นเชื่อว่า ตำแหน่งแนว
เส้นของ ดาวเคราะห์ทั้งหมด ไม่ควรจะมีผลกระทบใดๆ เพราะตลอดเวลา 4.5 พัน
ล้านปีตั้งแต่กำเนิด ระบบสุริยะยังไม่พบหลักฐาน ที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์
เกี่ยวกับเรื่องนี้

เหตุผลสำคัญคือ ดวงอาทิตย์ ส่งแรงดึงดูดด้วยพลังอันแข็งแกร่ง มายังโลกเพื่อ
รักษาวงโคจรโลก ให้โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ นอกจากนั้นดวงอาทิตย์ และดวง
จันทร์ีมีอิทธิพลต่อโลกในเรื่อง น้ำขึ้น-น้ำลง ส่วนดาวพฤหัส มีความสามารถส่ง
แรงดึงดูดต่อ ดาวหาง (Comet) ที่ผ่านเข้ามาทำให้ อาจเปลี่ยนแปลงทางโคจรได้

ซึ่งคำทำนายดังกล่าวของ John Gribbin และ Strphen Plagemann ระบุไว้ว่าจะ
ทำให้โลกจบสิ้น จากการหมุนรอบตัวเองเร็วขึ้น จึงเกิดแรงทำให้พื้นผิวโลกปั่นปวน
แตกแยก ซึ่งข้อมูลในวันนั้นมิได้มีผลใดๆ เกิดขึ้นอย่างรุนแรง คงมีเพียงระดับน้ำ
ทะเลสูงขึ้น จากปกติ 0.04 มิลลิเมตร
 
 
ยาเม็ดป้องกัน ก๊าซพิษจากดาวหาง
 
ยาเม็ดป้องกันก๊าซพิษจากดาวหาง
 
 
โปสการ์ดโฆษณา เปรียบเทียบผู้ที่รับประทานยาป้องกัน ไม่ต้องคอยหลบพิษของดาวหาง
 
 
โปสการ์ด แสดงในเห็นพิษสงของดาวหาง ในยุคนั้น
 
20
เมื่อ 100 ปีที่ผ่านมา (ค.ศ.1910) ดาวหางฮัลเลย์ (Halley's Comet) ผ่านเข้าใกล้
โลก มีระยะทางห่างจากโลกราว 22.5 ล้านกิโลเมตร ทำให้เป็นข่าวที่สนใจของ
ชาวโลก โดยเฉพาะยุโรปและอเมริกา ด้วยจะมองเห็นดาวหาง พาดผ่านโลกใน
วันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 1910 อย่างใกล้ชิด

ก่อนหน้านั้น ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ (ปีเดียวกัน) นิตยสารชั้นนำ New York Time รายงานข่าว อธิบายเรื่องดาวหางได้พาดหัวตัวใหญ่ ว่า “หางของดาวหางมียาพิษ”
ซึ่งเป็นการได้ข้อมูลจาก หอดูดาว Yerkes ใน Wisconsin ว่า

องค์ประกอบของดาวหาง มีก๊าซพิษประเภทไซยาไนด์ (Cyanide) อยู่บริเวณหาง
ของดาวหาง (Comet)

ในเนื้อหารายละเอียดเรื่องราวดังกล่าว ข้อเท็จจริงนักดาราศาสตร์ ชาวฝรั่งเศลชื่อ
Camille Flammarion ได้แสดงความเห็น ว่าอาจซึมซาบเข้ามาในชั้นบรรยากาศ
ของโลก และเป็นไปได้ที่จะผสมเข้ากับอากาศ เป็นมลพิษอันตรายและสิ่งมีชีวิต
บนโลกสูดดม

กระแสความตื่นกลัวมลพิษจากดาวหาง เกิดขึ้นทันที โดยไม่สนใจความเป็นจริง
ประกอบกับ ผู้คนยุคนั้น ยังมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์น้อย จึงมีบางคนหัวใสคิดหา
ช่องทางขายสินค้า จึงผลิต Comet pills (ยาเม็ดดาวหาง) ออกจำหน่าย

อธิบายสรรพคุณว่า ยาเม็ดชนิดนี้รับประทาน เพื่อป้องกันรังสีของก๊าซพิษจากดาว
หางฮัลเลย์ (Halley's Comet) โดยเฉพาะ สามารถป้องกันพิษจากบริเวณหางของ
ดาวหาง ทำให้เป็นสินค้าที่ขายดีในทันใด

แต่ภายหลัง Even Percival Lowell นักดาราศาสตร์ อีกคนทราบเรื่องราววุ่นวายนี้
จึงรีบแสดงความเห็น และทำความเข้าใจใหม่ ว่าหางของดาวหางนั้นมีก๊าซพิษจริง
แต่จำนวนน้อย แทบไม่มีผลกระทบต่อประชากรของโลก
 
 
มนุษย์ดาวอังคาร
 
Percival Lowell และแผนที่ต้นฉบับของดาวอังคาร
 
  เมื่อ 133 ปี ที่ผ่านมา (ค.ศ.1877) Asaph Hall นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันสำรวจ
พบ ดวงจันทร์ Probos และ Deimos ของดาวอังคาร และช่วงเดียวกัน Giovanni
Virginio Schiaparelli นักดาราศาสตร์ชาวอิตาลี สำรวจและสเก็ตภาพพื้นผิวบน
ดาวอังคาร (Mars)

กล้องดาราศาสตร์ โบราณขนาดเล็ก มองระยะไกลจากโลกในยุคนั้น ทำให้เห็น
พื้นผิวดาวอังคาร เป็นแนวเส้นเชื่อมต่อกันไปมา คล้ายๆช่องทางไหลของน้ำอย่าง
มากมาย ซึ่งนับเป็นยุคแรกในการทำแผนที่บนดาวอังคาร

เหตุดังกล่าวต่อมา ทำให้ Percival Lowell ซึ่งเป็นนักธุรกิจ และนักดาราศาสตร์
ชาวอเมริกัน สนใจสร้างหอดูดาว Lowell ในรัฐ Arizona โดยมีกล้องขนาด 24”
เพื่อต้องการสำรวจดาวอังคาร

โดยมีแนวคิดว่า หากบนดาวอังคาร มีช่องทางน้ำไหลเป็นคูคลอง ย่อมมีความเป็น
ไปได้ที่สร้างขึ้นโดย มนุษย์ต่างดาว (UFO and Alien) จากข้อเขียนของ Percival
Lowell ในปี ค.ศ. 1895 เผยแพร่สู่สาธารณะ ว่าภูมิประเทศบน ดาวอังคารนั้น

เต็มไปด้วยร่องรอยคลอง ที่เชื่อมโยงกันอย่างมากมาย และเชื่อว่าคลองเหล่านั้น
ถูกขุดขึ้นโดยมนุษย์บนดาวอังคาร ต่อมาแห้งขอดลง เป็นทะเลทรายเก่าแก่

ทฤษฎีดังกล่าว เป็นที่ตื่นเต้นของชาวโลกยุคนั้นมาก ทำให้กล่าวขวัญเรื่องมนุษย์
ดาวอังคาร ไปในหลายแง่มุม เป็นที่สนุกสนานกับนวนิยายที่ถูกแต่งขึ้น ตีพิมพ์ลง
ในหนังสือต่างๆแต่สำหรับนักดาราสตร์อื่นๆ รู้สึกหวาดวิตก ว่าอาจเข้าใจผิด

ต่อมาในปี ค.ศ.1909 ตำแหน่งดาวอังคารโคจรอยู่ตรงข้ามกับโลก จึงเป็นโอกาส
อันดีต่อ การสำรวจดาวอังคาร โดยหอดูดาวจากทั่วโลก (ใช้กล้องขนาดใหญ่กว่า
ของ Lowell) ทำให้เห็นรายละเอียดพื้นผิวของดาวอังคารได้แจ่มชัดขึ้น

โดยเฉพาะหอดูดาว Meudon ในปารีส ใช้กล้องขนาด 33” ศึกษาดาวอังคารอย่าง
ละเอียด พบว่าบนดาวอังคารไม่ได้มีคูคลองตามที่เคยทราบ จึงทำหนังสือแจ้งไป
ยัง Percival Lowell เพื่อให้ลบออกจากแผนที่ แต่ท้ายที่สุด Percival Lowell ก็
ไม่ได้แก้ไขจนกระทั่งตนเองเสียชีวิต
 
 
แผนที่ดาวอังคารของ Giovanni Virginio Schiaparelli นักดาราศาสตร์ชาวอิตาลี
 
 
แผนที่ดาวอังคารของ Percival Lowell นักดาราศาสตร์ ชาวอเมริกัน
 
 
ดวงอาทิตย์มีดาวหางและสะเก็ดดาว เป็นตัวก่อเชื้อเพลิง
 
็New Search for Extraterrestrial Intelligence
 
 
เมื่อ 142 ปี ที่ผ่านมา (ค.ศ.1868) Sir Joseph Norman Lockyer นักดาราศาสตร์
ชาวอังกฤษ ใช้ Spectroscopy (เครื่องมือวัดปริมาณ และคุณสมบัติของสารเคมี
โดยใช้หลักการดูดซับแสง) พบก๊าซฮีเลียมบนดวงอาทิตย์ จึงได้ถูกบันทึกลงใน
วารสารด้านวิทยาศาสตร์ Nature ปีถัดมา

แต่ในปี ค.ศ.1890 ปรากฎว่า Sir Joseph Norman Lockyer แจ้งขอให้ใส่ข้อมูล
เพิ่มเติมอย่างเป็นทางการ อ้างว่าสมมุติฐานการวิจัยอุกกาบาต (The Meteoritic
Hypothesis) พบว่าปรากฎการณ์ บนพื้นผิวดวงอาทิตย์เกิดขึ้น อย่างมากมายนั้น
มีเงื่อนไขเกี่ยวข้องกับ อุกกาบาตซึ่งมีอยู่บน ดวงอาทิตย์

ซึ่งอธิบายได้ว่า ดาวหาง (Comets) และสะเก็ดดาวตก (Meteors) เป็นตัวก่อเชื้อ
เพลิงให้พลังงานเกิดขึ้น แสงแวววาวของเนบิวล่า (Nebula) ออโรล่า (Aurorae) หรือดาวแปรแสง (Variable star) มีข้อสันษิฐานว่าทั้งหมดเกิดขึ้นจากอุกกาบาต

โดยแสงที่เปล่งออกมาคือ รังสีจากวัตถุ (Cosmic bodies) ที่มีความหลากหลาย
เหตุเพราะเกิดการ ลากจูงหรือหลั่งไหล เข้ามาจาก ช่องว่างระหว่างดาวเคราะห์ (Interplanetary Medium)

การแสดงเหตุผลดังกล่าวนั้น ภายหลังนักวิทยาศาสตร์ได้วิเคราะห์ ข้อผิดพลาด
ของ Sir Joseph Norman Lockyer เพราะเป็นการมอง การเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
และรีบด่วนสรุปผล มีฐานข้อมูลน้อยเกินไป ขาดรายละเอียด ที่จะนำมาประกอบ
สมมุติฐานได้อย่างเพียงพอ
 
 
โลก-กลวงโบ๋
 
แนวคิดภายในโลกกลวงโบ๋
 
 
เมื่อ 192 ปี ที่ผ่านมา (ค.ศ.1810) John Cleves Symme, Jr.,นายทหารกองทัพ
สหรัฐฯ ชาวอเมริกัน เกิดความคิดประหลาดว่าโลก ภายในกลวงโบ๋ และยังแสดง
ความเห็นพิศดารว่า พื้นผิวโลกที่ปกคลุมเป็นทรงกลม มีเพียงเปลือกหนา 1,264
กม. ไม่เพียงเท่านั้น ยังขยายความว่าขั้วโลก มีโพรงขนาดใหญ่เป็นช่องกว้างอีก
2,214 กม. และบริเวณด้านในโพรงมีชั้นเรียงกัน 4 ชั้น

หลังจากนั้นอีก 16 ปี (ค.ศ.1826) ได้ปรากฎขึ้น ในหนังสือ Symmes' Theory
of Concentric Spheres (ทฤษฎีสัดส่วน จุดศูนย์วงกลมที่เรียงซ้อนกัน) ของ
James McBride (รัฐบุรษผู้บุกเบิกเมือง Butler รัฐ Ohio) ทฤษฎีดังกล่าวจึงเป็น
การตอกย้ำความคิด สู่สาธารณะอีกว่า ภายในโลกกลวงโบ๋ เชื่อว่าข้อมูลนั้นไม่
ได้มีการสำรวจจริง เพราะก่อนหน้านั้น ก็ยังไม่มีข้อมูลการสำรวจโลก

ข้อเท็จจริงโลกไม่ได้มีแต่เปลือก ในทำนองเดียวกัน ดวงจันทร์อื่น ดาวเคราะห์
อื่นในจักรวาล (Discovery the planets) รวมทั้ง ดาวเคราะห์น้อย (Asteroid )
หรือดาว (Star) ทุกดวง มีโครงสร้างทึบหนาแน่น (ไม่กลวงโบ๋) เพราะเกี่ยวข้อง
กันกับแรงโน้มถ่วง (Gravity)

ดังนั้นโครงสร้างวัตถุดิบของโลก โดยเฉพาะเปลือกโลก (Crust) ไม่มีความแข็ง
พอที่จะรองรับ ทรงกลมของโลกที่ลอยอยู่ด้านบนได้ และถ้าโลกมีแต่เปลือกเช่น
นั้นก็จะปราศจากแรงโน้มถ่วง ซึ่งความคิดดังกล่าวเป็นความ ไม่เข้าใจที่ถูกต้อง
 
 
ทฤษฎีภายในโลกกลวงโบ๋ เชื่อว่าข้อมูลนั้นมิ ได้มีการสำรวจจริง
 
 
สิ่งมีชีวิตบนดวงอาทิตย์
 
บนดวงอาทิตย์มีความร้อนสูง และสนามแม่เหล็กเข้มข้น คงปราศจากสิ่งมีชีวิตเช่นบนโลก
 
 
เมื่อ 237 ปี ที่ผ่านมา (ค.ศ.1773) Frederick William Herschel นักดาราศาสตร์
และศิลปินดนตรี ชาวอังกฤษผู้โด่งดังและมีชื่อเสียง มีความสามารถสืบค้นรูปทรง
ของกาแล็คซี่ทางช้างเผือก (Milky way galaxy) และ การโคจรของดวงอาทิตย์
ในทางช้างเผือก

ยังค้นพบวัตถุ นับพันรายการในห้วงลึกของท้องฟ้า (Deep sky objects) ทั้งสำรวจ
พบดาวยูเรนัส (Uranus) นอกจากนั้นยังเป็นผู้สำรวจพบ Infrared radiation (รังสี
อินฟาเรด) อีกด้วย นับว่าเป็นปรามาจารย์ ด้านวิทยาศาสตร์ชั้นยอด

แต่สิ่งที่เป็นความลับน่าตกใจคือ Frederick William Herschel เชื่อว่ามีสิ่งมีชีวิต
เกิดขึ้นได้บนดาวเคราะห์ (Discovery the planets) ทั้งหมด และบนดวงอาทิตย์
ได้เหตุผลเพราะเชื่อว่าบนดวงอาทิตย์มีบริเวณที่เย็น มีพื้นผิวที่เป็นของแข็ง หรือ
แม้กระทั่งดาว (Star) ที่มีความร้อนสูง โดยคิดว่าจะมีชั้นหนาของเมฆบดบัง และ
มีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นที่นั้นได้
 
 
กล้องดูดาวขนาด 40 ฟุตของ Frederick William Herschel
 
   
 
 
 


 
 
       © copyright sunflowercosmos 2007-2017