เมื่อ 36 ปี ที่ผ่านมา (ค.ศ.1974) John Gribbin ผู้มีความรู้ด้านดาราศาสตร์ฟิสิกส์
และ Strphen Plagemann ได้เขียนหนังสือ The Jupiter Effect : The Planets
as Triggers of Devastating Earthquakes (ผลกระทบของดาวพฤหัส จะทำให้
โลกพินาศด้วยการเกิดแผ่นดินไหว) จำนวน 178 หน้า และหนังสือ Jupiter Effect
Reconsidered (แนวคิดใหม่ เรื่องผลกระทบจากดาวพฤหัส) อีกเล่มจำนวน 182
หน้าในปี ค.ศ. 1982
โดยอธิบายว่า เมื่อใดดาวเคราะห์มีทางโคจร เป็นระนาบเส้นตรงแนวเดียวกับโลก
จะส่งผลสู่ สนามแรงโน้มถ่วง มายังโลกทำให้เกิดแผ่นดินไหว
(Earthquakes)
และจะเกิดขึ้นในวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 1982 บริเวณรอยเลื่อน
San Andreas
ก่อนถึงวันดังกล่าว นักดาราศาสตรทั้งหลาย จึงสำรวจวงโคจรจากแผนที่วงโคจร
ตำแหน่งวัตถุบนขอบฟ้า อย่างโกลาหล พบว่า
จากมุมกว้างของดาวเคราะห์ชั้นใน ดาวอังคาร
(Mars) โลก (Earth) และดาวศุกร์
(Venus) มีตำแหน่งเกือบระนาบเดียวกัน ยกเว้นดาวพุธ
(Mercury)
ส่วนดาวเคราะห์ชั้นนอก มีดาวเสาร์
(Saturn) ดาวพฤหัส
(Jupiter) ทำมุมระนาบ
เดียวกับดาวเคราะห์ชั้นใน คือ ดาวอังคาร (Mars)
ในหลักเกณฑ์วิทยาศาสตร์แล้ว การมองเห็นล่วงหน้าเช่นนั้นเชื่อว่า ตำแหน่งแนว
เส้นของ ดาวเคราะห์ทั้งหมด ไม่ควรจะมีผลกระทบใดๆ เพราะตลอดเวลา 4.5 พัน
ล้านปีตั้งแต่กำเนิด ระบบสุริยะยังไม่พบหลักฐาน ที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์
เกี่ยวกับเรื่องนี้
เหตุผลสำคัญคือ ดวงอาทิตย์ ส่งแรงดึงดูดด้วยพลังอันแข็งแกร่ง มายังโลกเพื่อ
รักษาวงโคจรโลก ให้โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ นอกจากนั้นดวงอาทิตย์ และดวง
จันทร์ีมีอิทธิพลต่อโลกในเรื่อง น้ำขึ้น-น้ำลง ส่วนดาวพฤหัส มีความสามารถส่ง
แรงดึงดูดต่อ ดาวหาง (Comet) ที่ผ่านเข้ามาทำให้ อาจเปลี่ยนแปลงทางโคจรได้
ซึ่งคำทำนายดังกล่าวของ John Gribbin และ Strphen Plagemann ระบุไว้ว่าจะ
ทำให้โลกจบสิ้น จากการหมุนรอบตัวเองเร็วขึ้น จึงเกิดแรงทำให้พื้นผิวโลกปั่นปวน
แตกแยก ซึ่งข้อมูลในวันนั้นมิได้มีผลใดๆ เกิดขึ้นอย่างรุนแรง คงมีเพียงระดับน้ำ
ทะเลสูงขึ้น จากปกติ 0.04 มิลลิเมตร