ดาวหางโคจรมีคาบระยะเวลา เมื่อเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มองเห็นชั้นก๊าซขนาดใหญ่
ล้อมรอบดาวหาง (Coma) เป็นรูปเหมือนหยดน้ำ ด้านปลายหางดูเลือนๆเป็นฝอย
แบ่งลักษณะหาง ของดาวหาง เป็น 2 ประเภท คือ
Type I (The Ion Tail)
ด้วยลักษณะเป็นประเภท Neutral gas species (ก๊าซธรรมชาติ) สามารถเกิด
ไอออน (Ionised) โดย Solar UV photons ในไอออนจึงมีองค์ประกอบที่อ่อนไหว
ของอำนาจแม่เหล็ก (Magnetic force) จึงทำให้เกิดสนามแม่เหล็ก พัดหอบขึ้น
ดังนั้นไอออน จึงท่วมล้นออกมา สนามแม่เหล็กจึงแข็งแกร่ง สามารถต่อต้านแรง
ดึงดูดจากมากกว่าดวงอาทิตย์ ได้นับ 100 เท่า ซึ่งเรียกว่า Anti-solar direction
Type II (The Dust Tail)
อยู่ในเงื่อนไขประกอบด้วยอนุภาคที่ถูกผลักดัน ออกมาจากดาวหางด้วยความ
กดดันของรังสี (Radiation pressure) จากดวงอาทิตย์ซึ่งมีโครงสร้างแสดงออก
แบบแพร่กระจาย เหตุผลเพราะเม็ดอนุภาคนั้น สะท้อนจากแสงของดวงอาทิตย์
(ต่างจาก Type I) จึงมีความเป็นเอกเทศขณะโคจรสู่ดวงอาทิตย์
(Sun) เหมือน
ประหนึ่ง ขาดแคลนแรงดึงดูด ของ Nucleus กับดวงอาทิตย์ จากผลกระทบของ
Radiation pressure เพียงคล้ายถูกเหวี่ยงเข้ามา จึงสามารถต่อต้านแรงดึงดูด
น้อยกว่า 1 เท่าของดวงอาทิตย์
โดยทั้ง 2 เหตุผล ดวงหาง ต้องมีแรงต่อต้าน แรงดึงดูดจากดวงอาทิตย์ มิฉะนั้น
ดาวหาง จะวิ่งชนดวงอาทิตย์
การโคจรดาวหาง จะหันทิศทางด้านหัว มุ่งสู่ดวงอาทิตย์ มีแนววงโคจรเป็นรูปไข่
และจะถอยห่างออก โดยด้านหัวยังหันไปด้าน
ดวงอาทิตย์ ตลอดเวลาเช่นเดิม
ขณะเรากำลังติดตามสำรวจ หากดาวหางโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มาก สิ่งที่เกิด
คือ การเปล่งของแสงจากอานุภาคโซเดียม (Sodium) คล้ายโลหะสีเงินขาว