Heat waves : คลื่นความร้อน อันตราย จากมัจจุราชเงียบ [หน้า 1/2]
    Since : January 23, 2007                                                                                                                              Latest update : May 13, 2010
 
0
Home
0
จักรวาลวิทยา
0
ดาราศาสตร์
0
ระบบสุริยะพิเศษ
0
ระบบสุริยะ
0
โลกสีน้ำเงิน
0
แร่วิทยา
0
รายงานพิเศษ
0
ซันฟาวเวอร์
0
Non-profit organization
 
 
 
   Heat waves : คลื่นความร้อน อันตราย จากมัจจุราชเงียบ [หน้า 1/2]
 
 
 
คลื่นความร้อน (Heat waves) เป็นปรากฎการณ์ความร้อน ที่เกิดขึ้นบนโลกโดย
มนุษย์มักมีความประมาท และมีความเข้าใจน้อย ซึ่งปรากฎการณ์ดังกล่าวเป็น
การทำลายล้าง ของสภาพอากาศ แบบ Deadly weather (กาลอวสานของภูมิ-
อากาศ)

การเกิดขึ้น ของคลื่นความร้อน เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นทางกายภาพ ไม่เหมือนภัย
พิบัติอื่น เช่น การเกิดน้ำท่วมหรือการเกิดพายุ ทั้งนี้คลื่นความร้อน มีอันตรายร้าย
แรงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะหากเกิดขึ้นในสังคมเมืองใหญ่ จึงถือได้ว่าเป็นมัจุราชเงียบ
พร้อมจะสร้าง ความวิบัติต่อมนุษย์ได้อย่างน่ากลัว ดังเช่นประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา
 
 
คลื่นความร้อน จะเนรมิตให้พื้นที่การเกษตรกลายเป็นนรก ภายในไม่กี่วัน
 
 
ดัชนีค่าความร้อน ตัวเลขสำคัญต่อมนุษย์

ความร้อนจากเทอร์โมมิเตอร์ ทำให้ทราบอุณหภูมิอากาศ แต่การใช้ค่าความร้อน
เพื่อแสดงผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์ ต้องใช้ Apparent temperature (อุณหภูมิ
ที่ปรากฎและร่างกายรับรู้) หรือ ดัชนีค่าความร้อน (Heat index)

เป็นวิธีวัดค่าจริงภายนอก มีองค์ประกอบของอุณหภูมิอากาศ (Air temperature)
ความชื้นสัมพัทธ์ (Relative humidity) และความเร็วลม (Wind speed)

ดังนั้น ดัชนีค่าความร้อน (Heat index) เป็นหน่วยวัดผลกระทบ แสดงเงื่อนไขที่
มนุษย์รับความรู้สึกร้อนขึ้นอย่างแท้จริง ด้วยจากการเสียเหงื่อ ซึ่งเป็นต้นเหตุก่อ
ให้เกิดความไม่สบายตัว จากการตอบสนองอัตราการ ถ่ายเทปริมาณความร้อน
ระหว่างผิวหนังกับอากาศที่ล้อมรอบตัว ทั้งนี้จะไม่อ้างอิงเวลา อายุ เพศและความ
เจ็บป่วย หรือเงื่อนไขความหลากหลายอื่นๆ

กรณีความชื้นในอากาศพอเหมาะ จะทำให้รู้สึกสบาย ถ้าความชื้นในอากาศมาก
และอุณหภูมิสูงขึ้น ทำให้รู้สึกอึดอัด ตัวเหนียวเหนอะหนะ เพราะเหงื่อระเหยไม่ได้
ดีเท่าที่ควร แต่ถ้าความชื้นน้อยและอุณหภูมลดต่ำลง อากาศจะแห้งมาก เหงื่อที่ตัว
จะระเหยสู่อากาศได้มาก ทำให้รู้สึกเย็น
 
 
ดัชนีค่าความร้อน (Heat index)
 
 
ตัวอย่างสมมุติ ระดับอุณหภูมิในอากาศ 36°C ค่าความชื้นสัมพัทธ์ 40% ในตาราง
แสดงดัชนีค่าความร้อน เท่ากับ 38°C เป็นระดับความรู้สึกจริงที่ร่างกายได้รับความ
ร้อน คือ 38°C (ซึ่งเป็นระดับ แจ้งเตือนร้ายแรง)

ทำนองเดียวกัน ระดับอุณหภูมิในอากาศ 36°C (เท่าเดิม) แต่ค่าความชื้นสัมพัทธ์
เป็น 75% ในตารางแสดง ดัชนีค่าความร้อนเท่ากับ 56 °C เป็นระดับความรู้สึกจริง
ที่ร่างกายได้รับความ ร้อน คือ 56 °C (ซึ่งเป็นระดับ อันตรายร้ายแรง)

คงมีหลายคนนึกในใจว่า ทั้งๆที่อุณหภูมิเท่าเดิม แต่วันนี้กับเมื่อวาน ความรู้สึกร้อน
ทำไมจึงแตกต่างกันมาก จนร่างกายรับรู้ได้ชัดเจน เหตุผลคือ อยู่ที่ค่าความชื้นด้วย
ดังตัวอย่างที่สมมุติ ดังนั้นการพิจารณา ระดับความร้อนสำหรับมนุษย์ จึงมิใช่เพียง
ใ่ช้ค่าจากเทอร์โมมิเตอร์เพียงอย่างเดียว

สังเกตได้ว่า ตารางรายงานสภาพอากาศ ในต่างประเทศ นอกจากจะรายงานค่า
อุณหภูมิ พื้นผิวแล้ว มักจะระบุ ค่าความชื้น (Humidity) และดัชนีค่าความร้อน
(Heat index) ไว้ด้วย อย่างน้อยสามารถหลบหลีก การทำกิจกรรมกลางแจ้งได้

ดัชนีค่าความร้อน (Heat index) มีบทบาทสำคัญต่อการเข้าใจ ความร้อนที่เกิดขึ้น
ในบริเวณนั้น เพื่อเป็นการเตือนภัยด้านความร้อน ที่มีการสะสมของความร้อนหรือ
คลื่นความร้อน อันอาจก่ออันตรายได้ถึงชีวิต
 
ตารางแสดงความเป็นไปได้ จากอันตราย อ้างอิง ดัชนีค่าความร้อน
----------------------------------------------------------------------------------
ตามหลักเกณฑ์ของ
The National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA)
ลำดับชั้น
ดัชนีค่าความร้อน
Heat index
ความเป็นไปได้ ในการเกิดอาการ
ขั้นสูง เมื่อถูกผลกระทบจากความร้อน
อันตรายร้ายแรง
Extreme Danger
130°F หรือมากกว่า
54°C หรือมากกว่า
ลมแดด
อันตราย
Danger
105-129°F
41-54°C
ลมแดด และ/หรือ
เพลียแดด / ตะคริวแดด / เหนื่อยล้า
แจ้งเตือนร้ายแรง
Extreme Caution
90-105°F
32-41 °C
ลมแดด และ/หรือ
เพลียแดด / ตะคริวแดด / เหนื่อยล้า
แจ้งเตือน
Caution
80-90°F
27-32 °C
เหนื่อยล้า
 
 
 
การสะสมความร้อนของเมืองใหญ่ ส่งผลให้ดัชนีค่าความร้อนสูงขึ้น ต่างจากพื้นที่สีเขียว
 
 
ความร้อนตามธรรมชาติและด้วยฝีมือมนุษย์

ช่วงฤดูร้อน แม้ว่าเป็นเรื่องธรรมชาติของฤดูกาล แต่สาเหตุสำคัญคืออุณหภูมิสูง
ขึ้นเพราะเป็นระยะที่ขั้วโลกเหนือ หันเข้าหาดวงอาทิตย์โดยเฉพาะเดือนเมษายน
ลำแสงของดวงอาทิตย์ จะตั้งฉากกับผิว พื้นโลกในช่วงเวลาเที่ยงวันของประเทศ
ไทย จึงได้รับความร้อนอย่างเต็มที่ อากาศจึงร้อนอบอ้าวทั่วไป

เป็นการส่งผลต่อ ดัชนีค่าความร้อน (Heat index) บางครั้งยังมีหย่อมความกด
อากาศต่ำจากความร้อนปกคลุม และการเพิ่มขึ้นของ ก๊าชเรือนกระจกสูงขึ้นเป็น
ปัจจัยเพิ่มความร้อน จากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลก

หากในปีใด เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญขึ้น จะเป็นสาเหตุสนับสนุนทำให้โลกร้อน
ยิ่งขึ้น ประเทศไทยจะมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ ถ้าปรากฏการณ์เอลนีโญรุนแรงจะ
ยิ่งส่งผลทำให้ประเทศไทยร้อนมากขึ้นตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ในเมืองใหญ่ สังเกตได้ชัดว่า มีผลกระทบด้วยการสะสมความร้อน
ในเมือง จากความหนาแน่นของประชากร กับพื้นที่สีเขียวต่างกันมาก โดยเฉพาะ
ปัจจัยเสริมจากการสะสม ความร้อนผิวถนน อาคารขนาดใหญ่ ที่ก่อสร้างทับพื้น
ที่สีเขียว และการระบายความร้อน จากเครื่องยนต์นับแสนคัน เครื่องปรับอากาศ
นับล้านเครื่อง และอีกหลายปัจจัย เช่น ทำให้เกิด ผลกระทบการเปลี่ยนแปลง
สภาพอากาศในประเทศไทย


เหล่านี้เป็นปัจจัยหลักของเมืองที่สะสม ความร้อนในเวลากลางวัน และไม่สามารถ
ระบายไปไหนได้ (และมีจำนวนทวีคูณขึ้นในทุกๆปี) การสะสมอย่างมากมายใน
ตลอดทั้งวัน กลางคืนเมื่ออากาศเริ่มคลายตัว ความร้อน ก็ระบายออกจากแหล่ง
ดังกล่าว ทำให้พื้นที่เมืองมีอุณหภูมิสะสม ตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน เช่นกัน
ยิ่งทำให้เพิ่มขึ้นของ ดัชนีค่าความร้อน (Heat index) จากการสะสมของความ
ร้อน หากเป็นพื้นขนาดใหญ่ขึ้น จะเป็นสิ่งสนับสนุนช่วยให้เกิดคลื่นความร้อนได้
 
 
ปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้ฝนตกหนักทวีปอเมริกาใต้ (ตอนเหนือ)
และก่อให้เกิดความแห้งแล้ง ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียตอนเหนือ
 
 
แสดงให้เห็นค่าพลังงานความร้อน ของ คลื่นความร้อน (Heat waves) ในบรรยากาศชั้นสูง
 
 
นิยามคำว่า คลื่นความร้อน

คลื่นความร้อน เป็นความแปรปรวนของความร้อนในอากาศ เกิดขึ้นได้ทั้งในชนบท
และในเมือง เป็นช่วงเวลาที่อุณหภูมิสูงขึ้นผิดปกติ โดยคงอยู่อย่างน้อยที่สุด 1 วัน

โดยปกติเมื่อมีคลื่นร้อนผ่านเข้ามาอากาศ มักจะมีอุณหภูมิสูงผิดปกติอยู่เป็นเวลา
หลายวันหรือเป็นสัปดาห์ ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ (รวมทั้งพืชและสัตว์) ตั้งแต่ระดับอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า กระทั้งเสียชีวิตด้วยโรคลมแดด (Heat stroke)

อย่างไรก็ตาม การปรากฎของคลื่นความร้อน มิได้มีการกำหนดเป็นสากล แต่มัก
เป็นการกำหนดจาก การอ้างอิงระดับ ดัชนีค่าความร้อน (Heat index) โดยขึ้นอยู่
กับกฎเกณฑ์แต่ละประเทศ แต่ละภูมิภาค เช่น

ประเทศอเมริกา โดย The National Weather Service

ผลของความร้อนในเวลากลางวัน มีดัชนีค่าความร้อน (Heat index) ที่คาดว่าหรือ
มีขอบเขต หรือเกินกว่า 105°F (40.6°C) และผลของความร้อน ในเวลากลางคืน
มีอุณหภูมิล้อมรอบ อย่างน้อย 80°F (26.7°C) ทั้งสองกรณีนั้น มีผลติดต่อกัน
อย่างน้อย 48 ชั่วโมง

แต่ในเมือง Dallas รัฐ Texas กำหนดอย่างเป็นทางการ ไว้ต่างกันออกไป คือ
ต้องมี ดรรชนีค่าความร้อน (Heat index) 100°F (37.8°C) ติดต่อกัน 3 วัน

ยุโรปเหนือ ประเทศเนเธอร์แลนด์ และแถบใกล้เคียง ประเทศเบลเยียม เดนมาร์ก
และลักแซมเบอร์ก


กำหนดช่วงระยะเวลา ติดต่อกันอย่างน้อย 5 วัน ของ ดัชนีค่าความร้อน (Heat
index) ในเมืองเล็กบนแผ่นดิน อย่างน้อย 77°F (25°C) และอย่างน้อย 3 วันใน
กรณีสำหรับ ดัชนีค่าความร้อน (Heat index) ระดับ ที่ 86°F (30°C)
 
 
บรรยากาศเมือง Chicago ฤดูร้อน ปี ค.ศ. 1995 เกิดคลื่นความร้อน 5 วันมีผู้เสียชีวิต 465 ราย
ซึ่งก่อนหน้านั้น ในปี ค.ศ. 1988 มีผู้เสียชีวิต 77 รายจากคลื่น ความร้อนเช่นกัน
 
 
ภาพข่าว จากนิตยสาร LIFE เมื่อ 2 สิงหาคม ค.ศ.2006
แสดงค่าอุณหภูมิกว่า 120 °F (49°C) ใจกลางเมือง New York ซึ่งต่อมาได้เกิดคลื่นความร้อน
 
 
ปรากฎการณ์ คลื่นความร้อน

คลื่นความร้อนเกิดขึ้น จากเหตุการณ์ขนาดใหญ่ ของบริเวณ Upper-level high-
pressure system (บริเวณความกดอากาศสูง-บนชั้นสูง) โดยร่วมช่วยกับความกด
อากาศสูงบริเวณพื้นผิวโลก เกิดหยุดนิ่ง ด้วยตัวของตัวเอง

การเกิดขึ้นดังกล่าว ครอบคลุมอาณาเขตแผ่กว้าง รวมเป็นหนึ่งเดียวในช่วงเวลานั้น
ซึ่งเป็นแบบแผนทาง ด้านอุตุนิยมวิทยา (Meteorological) เรื่องในความวิบัติของ
อากาศ โดยเป็นการเกิดการกลับกัน (Inversion) จากสภาวะปกติ คือ ไม่เอื้อต่อ
การเกิดเมฆ การเกิดฝนหรือหิมะ รวมทั้งปิดกั้นแสง และลมที่จะพัดพาความชื้น
จากแหล่งที่มีความชื้น

ขณะที่บริเวณใกล้พื้นดิน บนตำแหน่งที่ตั้งนั้น ความชื้นในบรรยากาศเหลือค้าง
อยู่สูง ซึ่งอาจเกิดจากการเคลื่อนย้ายมาจาก บริเวณพื้นที่ชุ่มชื้น หรือ เกิดจากผล
กระทบจากไอน้ำผุดขึ้นมา จึงเป็นเหตุเพียบพร้อมให้ก่อตัวขึ้น ของคลื่นความร้อน (Heat waves) ส่งผลให้มีอุณหภูมิสูง (High temeratures) ความชื้นสูง (High humidity) พร้อมๆกัน

การขาดแคลนเมฆ ปกคลุมบนท้องฟ้า ส่งผลกระทบต่อการขาดฝนสำหรับธัญพืช
บนโลก ที่ต้องการความชุ่มช่ำบนผิวดิน ทำให้พื้นดินแห้งและแตกระแหงมากขึ้น
ความแห้งแล้งลุกลามขยายวงกว้าง ทำให้พืชขาดน้ำแห้งตาย มีโอกาสเกิดไฟป่า
เพิ่มตวามเสียหายต่างจากในเมือง ทั้งนี้การเกิดขึ้นดังกล่าวของ Upper-level high
นิ่งยาวนาน กลไลจากผลตอบรับดังกล่าว ยิ่งทวีคูณ

สำหรับการเกิดขึ้นบริเวณ ตะวันออกเฉียงใต้ของอเมริกา หรือในบริเวณพื้นที่ทะเล
ทราย ที่เรียกว่า Heat low เป็นเรื่องการคำนวณ บนสถานการณ์จำลอง เพื่อหาค่า
ความผันผวนความแตกต่าง ของอุณหภูมิกับความกดอากาศ ในต่างระดับน้ำทะเล
 
 
 
 


 
 
       © copyright sunflowercosmos 2007-2017