Near-Earth Objects : วัตถุใกล้โลก [หน้า 1/2]
    Since : January 23, 2007                                                                                                                              Latest update : Oct 6, 2009
 
0
Home
0
จักรวาลวิทยา
0
ดาราศาสตร์
0
ระบบสุริยะพิเศษ
0
ระบบสุริยะ
0
โลกสีน้ำเงิน
0
แร่วิทยา
0
รายงานพิเศษ
0
ซันฟาวเวอร์
0
Non-profit organization
 
 
 
  Near-Earth Objects : วัตถุใกล้โลก [หน้า 1/2]
 
 
 
คงอาจนึกไม่ถึงว่า ห้วงอวกาศไกลออกไปถึง ขอบชายแดนระบบสุริยะ นอกเหนือ
จากดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์แคระ ดาวเคราะห์น้ำแข็ง ยังมีดาวดาวเคราะห์น้อยและ
ดาวหางเป็นจำนวนมาก นับหลายล้านวัตถุ

วัตถุเหล่านั้น มีทั้งที่สำรวจพบแล้ว และยังไม่พบอีกมากเช่นกัน ปัญหาใหญ่ต่อ
การสำรวจคือ จำนวนมากมายมหาศาล ด้วยขนาดเล็กของวัตถุ ยังมีแสงน้อย
ทำให้ยากต่อการสืบค้น และอีกประการหนึ่ง เมื่อสำรวจพบจำต้องคอยสังเกตวิถี
โคจร เพื่อทำการบันทึกข้อมูลสู่สาระบบ และจัดประเภทต่อไป

สำหรับการสำรวจ วัตถุที่อยู่เขตชั้นในและเขตชั้นนอก ของระบบสุริยะนั้น มีความ
สำคัญต่อสถานะภาพของชีวิตบนโลก เหตุเพราะวัตถุเหล่านี้มีเส้นทางโคจรผ่าน
เข้าใกล้โลก หรือมีวงโคจรตัดหน้าผ่านโลก ซึ่งเรียกว่า Near-Earth Objects
หรือ วัตถุใกล้โลก เช่น Atens Asteroids, Apollo Asteroids, Amor Asteroids
 
 
กลุ่มดาวเคราะห์ที่โคจรใกล้โลก และโคจรตัดหน้าผ่านโลก
 
 
NEOs ที่มีส่วนประกอบของหิน ก่อตัวในระบบสุริยะชั้นใน
 
 
ด้วยจำนวนมากของวัตถุ จึงมีโอกาสชนปะทะกัน แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้น
และบางที่เกาะพอกกันใหม่ กลายเป็นชิ้นใหญ่ ผสมผสานกันอย่างไม่รู้จบ
 
 
ที่มาที่ไป ของวัตถุใกล้โลก

Near-Earth Objects หรือ วัตถุใกล้โลก เรียกย่อว่า NEOs ซึ่งเป็นวัตถุประเภท
ดาวหาง (Comets) หรือดาวเคราะห์น้อย (Asteroids) ที่เกิดแรงดุนหรือแรงดึงดูด
ในสนามแรงโน้มถ่วง ของดาวเคราะห์ ให้มีเส้นทางโคจรเข้าใกล้กับโลก

NEOs ที่มีส่วนประกอบของอนุภาคฝุ่น (Dust particles) ซึ่งฝังตัวอยู่ในน้ำแข็ง (Water ice) เป็นส่วนใหญ่และมีความเย็น จะก่อตัวจากต้นกำเนิดดาวหางบริเวณ
ขอบระบบสุริยะ หรือเรียกว่า พิภพน้ำแข็ง

ส่วน NEOs ที่มีส่วนประกอบของหิน เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะมีความอบอุ่นกว่าเพราะ
ก่อตัวในระบบสุริยะชั้นใน ระหว่างวงโคจร ดาวอังคาร กับ ดาวพฤหัส

ทางวิทยาศาสตร์ ถือว่า ดาวหางและดาวเคราะห์น้อย มีความเกี่ยวพันกันอย่าง
หลีกเหลี่ยงไม่ได้ อย่างไม่มีเปลี่ยนแปลง จากอดีตครั้นแต่การก่อตัวของระบบ
สุริยะเมื่อ 4.6 พันล้านปีมาแล้วคือ

บริเวณระบบสุริยะชั้นนอก ดาวก๊าซยักษ์ ตั้งแต่ ดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ดาวเนปจูน
และดาวยูเรนัส มีชิ้นส่วนของ ดาวหางจำนวนนับล้าน ร่วมเกาะกันเป็นก้อนตั้งแต่
การก่อตัว และยังหลงเหลือ อยู่นับไม่ถ้วน

ในวันนี้ก็เช่นเดียวกัน ชิ้นส่วนของดาวเคราะห์น้อย ที่เหลืออยู่จากการก่อตัวตั้งแต่
เริ่มแรก ภายในระบบสุริยะชั้นใน ของดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก และดาวอังคาร

นับเป็นความดั้งเดิม ของโครงสร้างการก่อตัวและพัฒนาของระบบสุริยะ ดังนั้น
ดาวหางและ ดาวเคราะห์น้อย จึงแสดงร่องรอยผสมผสนานทางเคมี เป็นชนิด
เดียวกับรูปแบบของดาวเคราะห์ เมื่อ 4.6 พันล้านปีที่แล้ว

โดยมีขนาดเส้นผ่าศูนย์ไม่กี่เมตร จนถึงหลายพันเมตร หากทราบองค์ประกอบ
ส่วนผสมลำดับต้นของการก่อตัว ของดาวหางหรือดาวเคราะห์น้อย ที่เหลืออยู่
และส่วนผสมลำดับท้ายของดาวเคราะห์ ก็จะเป็นหลักฐานแสดงผลการวิวัฒน์
ระบบสุริยะได้
 
 
NEOs ที่มีส่วนประกอบของอนุภาคฝุ่น ซึ่งฝังตัวอยู่ในน้ำแข็ง ก่อตัวในระบบสุริยะชั้นนอก
 
 
Heavy bombardment
 
 
ข้อสงสัย ชีวิตบนโลกที่นำพามาจากนอกโลก

ขณะนี้ยังเข้าใจไม่ถ่องแท้ ต่อการก่อกำเนิดชีวิตบนโลก เพียงรู้ว่ารากฐานต้น
กำเนิดของชีวิต (Origin of life) ต้องมีองค์ประกอบ Carbon-based molecules
(แหล่งคาร์บอนโมเลกุล) ของเหลวที่เป็นน้ำและแหล่งพลังงาน ทั้งหมดนั้นพบว่า
บรรจุอยู่ใน Near-Earth Objects

การที่วัตถุเหล่านี้พุ่งเข้าชนปะทะกับโลก ตั้งแต่ครั้นโลกดึกดำบรรพ์ ย่อมเป็นนัย
สำคัญของตัวกระทำทางชีววิทยา (Agents of biologic ) ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ในทางที่ดีขึ้น

สำหรับช่วง 1 ล้านปีแรก ความเป็นอยู่ของโลก ชีวิตก่อตัวโดย ส่วนประกอบของ
ดาวหางและดาวเคราะห์น้อย ที่พุ่งชนปะทะโลก หลอมรวมบนพื้นผิวที่ร้อนระอุซึ่ง
มีความเพียงพอของ น้ำและ Carbon-based molecules ระบบ ชีวิตก่อตัวและ
ดับไปเป็นช่วงๆ ตลอด 3.5 พันล้านปี

สาเหตุที่ทราบเพราะจากการสำรวจพบ ซาก Fossils เก่าแก่อายุ 3.5 พันล้านปี
ปรากฎการแสดง ของระบบชีววิทยาแบบง่ายๆ ช่วงเวลาดังกล่าวเรียกว่า Late
heavy bombardment เป็นช่วงเวลาโลกถูกชนปะทะ แบบถูกระดมยิงอย่างวิกฤต

หลังจากช่วงวิกฤต Late heavy bombardment จบสิ้นลง คล้ายดังหน้าต่างแห่ง
การก่อตัวของชีวิตค่อยๆเริ่มต้นขึ้นและรวดเร็วขึ้น เหตุผลคือ ที่ผ่านมาดาวหาง
และดาวเคราะห์น้อย ต่างกระหน่ำชนปะทะโลก จนเป็นแหล่งสะสม Carbon-
based molecules และน้ำเหลือเฟือ

ครั้นนั้นดาวหางและดาวเคราะห์น้อย จำนวนมหาศาลตกตะกอนนอนก้นอยู่ทั่วไป
ภายหลังต่อมา การพุ่งชนปะทะช่วยขุดคุ้ยน้ำและ Carbon-based molecules
ขึ้นสู่พื้นผิวโลก ให้รับแหล่งพลังงานจากแสงอาทิตย์

จึงมีความเป็นไปได้ว่า ต้นกำเนิดชีวิตบนโลกครั้งแรก ถูกขัดขวางจากการพุ่งชน
ช่วงวิกฤต Late heavy bombardment บนผิวโลกเอง แต่ต่อมาการก่อตัวผุดขึ้น
ใหม่อีก จากการพุ่งชนปะทะอีกเช่นกัน

เปรียบดังเป็นขบวนการปรุงแต่งระบบชีวิต จากระยะเวลาราว 3.5-3.8 พันล้านปี
ดาวหาง จึงมีความพิเศษแบบสองฝักสองฝ่าย คือ

ครั้นแรกแสดง หน่วยที่เป็นองค์ประกอบของชีวิต (Building blocks of life) ตลอด
3.8 พันล้านปี และภายหลังพุ่งชน ให้เกิดการพัฒนาระบบก่อชีวิตที่ดัดแปลงต้น
ตระกูล (Adaptable species) เป็นการวิวัฒน์สู่อนาคต

การสืบค้นพุ่งชนของ ดาวหางหรือดาวเคราะห์น้อย เมื่อ 65 ล้านปีก่อน บริเวณ
คาบสมุทร Yucatan ในประเทศเม็กซิโก เป็นมูลเหตุการดับสูญของสัตว์และพืช
บนโลกไปกว่า 75% รวมทั้งไดโนเสา ณ เวลานั้น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก
ที่หลบซ่อนอยู่ในโพรงมีชีวิต เหลือรอดจากความหายนะครั้งใหญ่นั้น

ท้ายที่สุดเกิดการวิวัฒน์มนุษย์ขึ้น และความเป็นมนุษย์แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน
ถึงห่วงโซ่อาหารชั้นบนสุด (Atop Earth's food chain) จากการชนปะทะของ
ดาวหาง และดาวเคราะห์น้อยกับโลก
 
 
จุดชนปะทะเมื่อ 65 ล้านปีก่อน บริเวณคาบสมุทร Yucatan ในประเทศเม็กซิโก
 
 
Aorounga impact crater ร่องรอยการชนปะทะบริเวณทะเลทรายซาฮารา ตอนเหนือ ราว 100 ล้านปี
 
 
เป้าหมายพุ่งตรงมายังโลกทุกวัน

ตลอดหนึ่งวันหนึ่งคืน วัตถุจากห้วงอวกาศ เรียกว่า Interplanetary (สสารระหว่าง
ดาวเคราะห์ ) ตกสู่โลกราว 100 ตัน แต่ทั้งหมดเป็นชิ้นเล็กมาก รวมถึงเศษฝุ่นซึ่ง
เป็นอนุภาคกระเด็นหลุดจากดาวหาง ที่เป็นไอของน้ำแข็ง ซึ่งมีทั่วไปในระบบสุริยะ
สำหรับ Interplanetary ขนาดเป็นก้อนใหญ่ ก็มีจำนวนมากโดยผิวโลกเป็นเป้า
หมายให้พุ่งชนปะทะ หรือมีเส้นทางพุ่งชนกันเอง

แต่โอกาสความเป็นไปได้ ค่าเฉลี่ยในช่วงเวลาราว 100 ปี อาจพบดาวเคราะห์น้อย
ขนาดราว 50 เมตร ในประเภทหินหรือเหล็ก พุ่งเข้าปะทะสร้างความหายนะต่อ
พื้นผิวโลกหรือคาบมหาสมุทรได้

ค่าเฉลี่ยช่วงเวลาราว 100,000 ปี หรือมากกว่า อาจพบดาวเคราะห์น้อย ที่มีขนาด
ใหญ่มากกว่า 1 กิโลเมตร พุ่งเข้าปะทะสร้างความเสียหายได้ทั้งโลก

ล่าสุดราว 100 ปีที่ผ่านมา เกิดการระเบิดกลางอากาศที่ Tunguska event ได้ทำ
ให้ต้นไม้เสียหาย 80 ล้านต้น ครอบคลุมพื้นที่ 2,000 ตร.กม. (จุดศูนย์กลาง
60°55 N, 101°57 E) สามารถวัด ค่าแผ่นดินไหวได้ 5.0 Richter scale เป็นการ
สันษิฐานเกิดจาก อุกกาบาต หรือซากดาวหาง หรือ ดาวเคราะห์น้อย ขนาดใหญ่ (กรณีหนึ่งกรณีใด)

ซึ่งหากมีการชนปะทะเกิดขึ้น เศษซากฝุ่น ก้อนหิน จะฟุ้งกระจายสู่ชั้นบรรยากาศ
สิ่งมีชีวิต พืชจะได้รับมลพิษจากฝนกรด (Acid rain) ผงฝุ่นอนุภาคจะบดบังแสง
อาทิตย์ และเกิดพายุไฟ (Firestorms) จากความร้อนซึ่งเป็นผลของการชนปะทะ
ฝนที่ตกลงมา จะมีสีดำเต็มพื้นโลก
 
 
 
 
 
กลุ่มของวัตถุใกล้โลก

ภาคเกณฑ์ของ Orbital elements (ปฐมมูลของรอบวงโคจร) ดาวหางและดาว
เคราะห์น้อย ในประเภทวัตถุใกล้โลก ( NEOs) สามารถทำนายได้ ในระยะทาง
น้อยกว่า 1.3 AU.

สำหรับ ประเภทดาวหางใกล้โลก Near-Earth Comets (NECs) ต้องจำกัดวงให้
แคบได้ในเฉพาะกรณี ดาวหางคาบสั้น (Short-period comets) เช่น มีช่วงคาบ
การโคจรน้อยกว่า 200 ปี

ความมากมายของ ประเภทวัตถุใกล้โลก ( NEOs) ส่วนใหญ่คือ ดาวเคราะห์น้อย
เรียกว่า ดาวเคราะห์ใกล้โลก Near-Earth Asteroids (NEAs) แบ่งเป็นจำพวก
คือ Aten, Apollo, Amor ซึ่งจะมีเส้นทางโคจรผ่านดังนี้

Perihelion distance (q)  = จุดวิถีที่ใกล้ ดวงอาทิตย์มากที่สุด
Aphelion distance (Q)   = จุดวิถีที่ห่างจาก ดวงอาทิตย์มากที่สุด
Semi-major axes (a)    = กึ่งแกนเอก


แบบไหนที่เข้าใกล้โลก


NEO Earth Close Approaches เป็นความหมายของ ประเภทวัตถุใกล้โลก
(NEOs) ผ่านเข้าใกล้โลก โดยต้องหมายเหตุไว้ว่า มีความไม่แน่นอนซึ่งเป็นไป
ตามธรรมชาติของ NEO's ในเส้นทางโคจรแต่ละวัตถุนั้นๆ

ความไม่แน่นอน เกิดจากตัวแปรและผลกระทบต่างๆ ในขณะที่มุ่งหน้าเดินทาง
เช่น เกิดแรงดุ้น หรือแรงดึงดูด จากดาวเคราะห์อื่นๆ หรือดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นเหตุ
ถึงความผิดเพี้ยนของทางโคจร

ในความไม่แน่นอนของเส้นทางโคจร จะต้องสำรวจหลายครั้ง โดยมีช่วงห่างของ
ระยะเวลา การสำรวจต้องนำมาเป็นข้อมูลเปรียบเทียบ วิเคราะห์ รวมทั้งคุณภาพ
ของเครื่องมือสำรวจ มีความละเอียดละออเพียงใด เพื่อจะคำนวณขนาดและ
ตำแหน่งพิกัด ของระยะทางที่เข้าใกล้โลก

ดังนั้นรายงาน กลุ่มวัตถุ NEO Earth Close Approaches มักมีข้อมูลแสดงการ
Update ของเส้นทางโคจรเกือบทั้งสิ้น

Potentially Hazardous Asteroids (PHAs) เป็นความหมายของดาวเคราะห์น้อย
ที่อาจสามารถทำอันตรายต่อโลกได้ ทำให้เกิดความหวาดวิตก มีลักษณะเฉพาะ
คือ มีเส้นทางโคจรตัดผ่านกันกับโลก เรียกว่า Minimum Orbit Intersection
Distance (MOID) ระยะ 0.05 AU หรือน้อยกว่านั้น โดยมีโชติมาตร 22.0 หรือ
สว่างกว่า ซึ่งขณะนี้มีข้อมูลแล้วกว่า 1,000 วัตถุ (หมายเหตุ : ตัวเลขอาจมีการ
เปลี่ยนแปลงเป็นระยะๆ)

สำหรับในความหมายอื่น ดาวเคราะห์น้อยที่ไม่มี มีเส้นทางโคจรตัดผ่านกันกับโลก
ในระยะใกล้โลก 0.05 AU. หรือระยะทางคร่าวๆราว 7,480,000 กม. หรือขนาดเส้น
ผ่าศูนย์กลางเล็กกว่า 150 เมตร ไม่อยู่ในเงื่อนไข PHAs There are currently

หมายเหตุสำคัญ : คำว่าอาจสามารถทำอันตรายเมื่อเข้าใกล้โลก มิได้หมายความ
ว่าชนปะทะโลก เป็นความหมายแสดงความเป็นไปได้ ที่มีลักษณะอาการน่าวิตก
ปัจจุบันสามารถทำนาย ระยะจวนใกล้โลกของวัตถุกลุ่มนี้ได้ด้วยสถิติที่น่าเชื่อถือ
 
 
   
 
 


 
 
       © copyright sunflowercosmos 2007-2017